กลับมาเขียนภาวนาอีกครั้ง รู้สึกอย่างไร ?

 

ขอบคุณศิษย์เก่า เขียนภาวนา ทั้ง 24 ท่านที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การศึกษาประสบการณ์การเห็นคุณค่าในตัวเองผ่านการเขียนภาวนา : การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยา”
สำหรับบุคคลทั่วไปหรือผู้ยังไม่เคยผ่านการอบรม เขียนภาวนา จะเปิดรอบใหม่ในปี 2566

* ภาพจากการปฐมนิเทศให้กับผู้เข้าร่วมการวิจัยบางส่วน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2565

 

การแลกเปลี่ยนจากคำถาม “กลับมาเขียนภาวนาอีกครั้ง รู้สึกอย่างไร ?”

 

การได้กลับมาเขียนภาวนาอีกครั้ง ทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเอง. ทบทวนทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มีสติกับชีวิตมากขึ้น และมองเห็นสิ่งที่เราเคยมองข้ามไปได้ชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น ขอบคุณครูโอเล่ที่เปิดโอกาสให้เราได้กลับมาอยู่กับลมหายใจอีกครั้งหนึ่งค่ะ


รู้สึกเบา สบาย ขึ้น ความพยายาม ความรู้สึกอยากเขียนลดลง เห็นการเขียน เป็นเครื่องมือการฝึกเห็นการทำงานของจิตให้ชัดเจนขึ้นค่ะ


มดเริ่มเขียนภาวนาอย่างต่อเนื่องเท่าที่ทำได้ตั้งแต่จบคอร์สเบื้องต้น จนวันนี้ถึงวันที่ 67 เห็นการเปลี่ยนแปลงจากการมองเห็นตนเองชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ ความคิดได้ไวขึ้น ได้คำตอบให้กับตัวเองในหลายไปเรื่อง การได้กลับมาเขียนภาวนาร่วมกับเพื่อนๆ และครูโอเล่ห์อีกครั้ง รู้สึกยินดีมากค่ะ ที่จะเป็นส่วนนึงในงานวิจัย ที่จะสามารถสร้างเครื่องมือในการช่วยดูแลจิตใจตนเองให้เป็นที่ยอมรับทางวิชาการได้อีกทางนึง ☺️


เขียนภาวนาไปแล้ว 4 ครั้ง แต่ละครั้งได้เรียนรู้ตัวตนแตกต่างกันไปจากหัวข้อที่กำหนด ร่วมกับการลงมือปฏิบัติ จับลมหายใจ จับอารมณ์ตัวเองได้เท่าทันขึ้น เข้าใจในวิธีการปฎิบัติ ยอมรับในกรอบของศีล เรียบง่าย สบายๆขึ้น แต่ก็มีบางคราว หยุดคิดเพื่อวางแผนการเขียนให้เป็นไปตามใจตัวเอง แต่ก็หยุดและรู้ทันได้เร็วขึ้นค่ะ


รู้สึกดีมากค่ะ​ เหมือนทุกวันมีหลักยึด​ คือ​การได้กลับมาอยู่กับลมหายใจช้าๆ​ และนั่งเขียนถึงสิ่งที่ปรากฎตรงหน้า​ณ.อารมณ์ตอนนั้นและได้กลับมาทบทวนตัวเองเกือบทุกวัน​ (ที่เขียน)​ ด้วยค่ะ


หลังจากที่เคยเรียนกับครูก็ไม่ได้ฝึกเขียนต่อค่ะ การได้กลับมาเขียนภาวนาอีกครั้ง ทำให้เราได้กลับมาทบทวนความคิด ความรู้สึก ของตัวเองที่มีต่อโลกข้างนอก และโลกข้างในตัวเรา ได้เห็นคุณค่าของตนเองผู้อื่น และสิ่งรอบตัว มากขึ้นค่ะ ขอบคุณ @ครูโอเล่ ที่เปิดโอกาสให้เราได้กลับมาทำสิ่งดีๆอีกครั้งค่ะ


รู้สึกว่าได้กลับมามีวินัยกับตัวเองและเริ่มฝึกฝนและฝึกฝืนอีกครั้งค่ะ หากไม่มีโจทย์กำกับ ในชีวิตประจำวันก็มักปล่อยให้ตัวเองตอบสนองเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่ได้สังเกตตนเองหรือสื่อสารกับตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ สัปดาห์ที่ผ่านมาจากการเขียนภาวนาได้กลับมาพูดคุยกับตัวเองอีกครั้งทำให้ได้คำตอบของปัญหาหลายเรื่อง อารมณ์หงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เข้ามาลดน้อยลง สามารถบอกขอบคุณและยอมรับด้านที่ไม่ค่อยพอใจตัวเองได้ค่ะ


ก็ยังรู้สึกว่าการเขียนภาวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกสติ สมาธิสำหรับเราได้ดี ได้ฝึกการขัดใจ ปักใจตัวเอง สนุกดี (ถึงแม้มีไม่สนุกตอนเขียนอยู่บ้าง) ซึ่งเมื่อได้ทำสำเร็จก็รู้สึกดีที่ข้ามผ่านข้ออ้างต่างๆที่สร้างมาว่าไม่พร้อม ไม่มีเวลา
รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ฝึกสติแบบละเอียดๆ มีเวลาใคร่ครวญกับตัวเอง


รู้สึกดีใจที่ได้รับกรอบ เพื่อเป็นวินัยในการปฏิบัติ การเขียนภาวนาเหมือนการเรียนรู้ตนเองผ่านอักษร ไม่เหมือนคอร์สเรียน ที่มีความ”กลัว” โดนตำหนิ (แต่ทุกครั้งที่โดนแก้งาน เราก็ได้รับโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มทุกครั้ง) และมีความคาดหวัง
แต่การเขียนเพื่องานวิจัย จะพยายามคิดทบทวนละเอียดกว่า เพราะผิดถูกมันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เพื่อผู้วิจัยนำไปใช้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจริง ๆ ตนเองได้ประโยชน์มากมาย เพราะได้อ่านตนเองมากขึ้น คิดวิเคราะห์เรื่องกระทบมากขึ้น เห็นอารมณ์ตนเองชัด และมองเห็นความโชคดีของตนง่ายขึ้น


รู้สึกขอบคุณคุณครูโอเล่ ที่มีกิจกรรมดีๆ มาปันกันตลอดๆ ค่ะ
การได้กลับมาเขียนภาวนา รู้สึกเหมือนได้พาจิตกลับบ้านอีกครั้ง เป็นการเจอเพื่อนรัก เพื่อนเก่าข้างตัวที่ลืมทักทาย พูดคุยมานาน เพราะมัวแต่ไหลตามกระแสภารกิจประจำวันอันยุ่งเหยิงแต่ไม่ค่อยได้ใจความสำคัญมากนัก

ข้อดีอีกอย่าง คือ มีแนวทางให้ฝึกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การหายใจ 4//7 ทำให้เรียกสติมาอยู่กับกายได้เร็วขึ้น บวกกับหัวข้อการเขียน เป็นการน้อมนำตัวเอง ให้อยู่กับร่องรอยมากขึ้น และในขณะที่เขียนก็ค่อยๆ กลับมาเห็นกิเลสตัวเอง ชัดบ้าง มัวบ้างตามแต่สติขณะนั้นๆ
ส่วนการขัดใจตัวเองด้วยการเขียน เฉพาะหายใจออก ยิ่งทำให้รู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้นไปอีก เห็นจิตที่ซัดซ่าย ไร้พลัง ก็เรียนรู้ไปตามกำลังสติเป็นช่วง ๆ


กลับมาเขียนภาวนาอีกครั้ง รู้สึกนิ่งลง เขียนได้ง่ายขึ้น ง่วงน้อยลง ได้เห็นพัฒนาการตนเอง ที่ทำโดยไม่ต้องคิดล่วงหน้าหรือตั้งท่า ทำให้การเขียนภาวนาครั้งนี้ ลื่นไหล กลมกลืน แม้จะต้องตั้งสติกับลมหายใจ มีหลุดบ้าง แต่ก็ไปต่อได้ไวขึ้น
เหมือนขับรถเกียร์กระปุกเป็นแล้ว ก็ไม่กลัวรถดับ ใกล้ดับก็เร่งเครื่องได้ทันเหยียบเบรค คลัช ตันเร่งได้สัมพันธ์กัน เวลาขึ้นเขา หรือสติหลุดก็กลับมาได้ทันและเร่งเครื่องเดินหน้า ไปต่อได้


รู้สึกเหมือนได้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว กลับมาอยู่ในฐานที่มั่น ที่ได้ฟังความคิด มีสติรู้ตัว ตื่นตัว ใช้ระบบอัตโนมัติน้อยลง รู้สึกว่ารู้อารมณ์ตัวเอง เเละทันความคิดตัวเองมากขึ้นค่ะ


รู้สึกถึงการกลับมาทบทวนตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ ความโลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้น กลับมาเห็นความคิดในแง่มุมต่าง ๆ ฉุกคิดให้กลับมารู้เนื้อ รู้ตัว ยับยั้งช่างใจ กับอุปนิสัยที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัว และช่วยให้ชีวิตได้ปรับสมดุล เริ่มใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน สุขภาพ ชีวิต จิตใจ สร้างความคุ้นชินใหม่ในทางที่ดีขึ้น