ฉวยวันเวลาไว้

 

ชีวิตมีคุณค่าเกินกว่าจะพร่าคืนวัน…

หายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง  แม้นว่าสิ่งเล็กน้อยนี้เรายังไม่อาจกลับมาดูแล  ไฉนเลยเราจึงดูแลทั้งชีวิตของตนและคนอื่นได้

การกลับมาอยู่กับลมหายใจ คือการกลับมาเห็นคุณค่าของตนและปัจจุบัน

ผมขอเล่าที่มาของอนุสารนี้ ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับบทความ เป็นปฐมก้าวย่างของอนุสาร  ความคิดความฝันว่าจะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ “เขียนเปลี่ยนชีวิต” และ “ธรรมวรรณศิลป์” ผ่านสื่อต่อเนื่องอย่างนิตยสาร เกิดก่อในใจผมอยู่นานแล้ว คล้ายรอโอกาสที่เหมาะสม หรือยามเก็บเกี่ยวพืชผลคืนวันอย่างเต็มที่

เก็บข้อคิดข้อเขียนใส่ลิ้นชักความทรงจำไว้ นานวันเข้าฝุ่นจับ ปลวกการเผลอไผลแทะกิน

๓ ถึง ๔ เดือนที่ผ่านมา ความเจ็บป่วยของผู้ใหญ่ที่นับถือ จนถึงญาติและเพื่อนของคนรู้จัก เป็น “สัญญาณชีวิต” แก่ผมอีกครา เป็นหนึ่งในสัญญาณชีวิตรูปแบบเดิมที่ทักเตือนใครต่อใครครั้งแล้วครั้งเล่า

ชีวิตไม่แน่นอน ทุกก้าวย่างต้องระมัดระวัง  ถามใจตนเองว่า  “ถ้าเกิดตายเข้าอีกไม่ช้า จะเสียดายอะไรมากที่สุด”

หนึ่งในคำตอบเหล่านั้น คือ ไม่อาจเผยแพร่ความรู้และผลึกคิดที่มี ส่งมอบให้กับคนอื่นได้เต็มที่ กอดไว้ในโลงลำพัง  เพราะมัวแต่รอโอกาสจากสำนักพิมพ์ และรอเก็บไว้เพื่อการสอนในชุดอบรม

เมื่อตระหนักรู้เช่นนี้แล้ว เราจะ “เลือก” หรือ “รอ”

ผมเลือกสร้างฝันให้เป็นจริงขึ้น แทนที่จะรอโอกาสอันเหมาะสม อาจมิใช่ นิตยสารที่เผยแพร่บนชั้นวางหนังสือกว้างไกล  แต่อย่างน้อยและมากคุณค่านัก เพียงอนุสารเล่มน้อย ส่งมอบแก่ผู้คนบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  โดยไม่มีรายได้ ไม่มีหลักประกันความสำเร็จใดใด  เพียงยืนหยัดอยู่บนคุณค่าของความหวังและฝันใฝ่นี้

โอกาส อาจเหมือนรถประจำทาง ที่ผ่านเลยไปแล้วน่าเสียดาย แต่ยังมีเที่ยวเทียวมาใหม่ได้อีกหน แม้อาจต้องทนรอบ้างก็ตามที ทว่าชีวิตมิใช่เพียงนั้น หากเป็นคนโดยสารหรือคนขับรถ  ความพลาดพลั้งแม้นิดน้อย การเดินทางอาจสิ้นสุดลง ณ สัมปรายภพ

หากเราเห็นคุณค่าในตนเอง เราย่อมเห็นคุณค่าของวันเวลาที่เรามีอยู่  เวลาเหล่านี้คือสิ่งเดียว  ที่เรามีลมหายใจ  จงฉวยไว้ จงฉวยวันเวลา

การใช้ชีวิตอย่างคุ้ม “ค่า” ต้องมีพื้นฐานของการเห็นคุณค่าในตนเอง การใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ไม่สนใจอนาคต ทำร้ายตนเอง เพราะเห็นว่าชีวิตนี้สั้นนัก จึงทำทุกอย่างก่อนเวลาหมดลง ยังมิใช่การฉวยวันเวลา แต่เป็นการผลักไสวันเวลา เร่งวันตายใกล้เข้ามา เท่ากับเรากำลังผลักไสชีวิต เพราะไม่อาจเห็นคุณค่า

หายใจเข้า  น้อมนำเวลาอันประเสริฐ กลับคืนมา พาตัวเรากลับมาอีกครั้ง ฉวยเวลาเอาไว้ คือการพาเรากลับมา สู่ลมหายใจของกาลเวลาปัจจุบัน

คำแนะนำสำหรับผู้ใฝ่ใจบันทึก หรือเขียนเพื่อชีวิตตน

ตั้งคำถามกับตนเองอย่างจริงใจและกรุณาว่า “ชีวิตที่ผ่านมา เรารู้สึกเสียดายสิ่งใด/เหตุการณ์ใด หรือเรามิได้ทำสิ่งใดที่ควรลงมือทำในยามนั้น กระทั่งตอนนี้”

เรากำลังย้อนทวนกระแสน้ำ เพื่อเฝ้าและมองเห็นว่า มีปลาตัวใดที่เราละเลยและน่าลงมือจับเสียในช่วงนี้  เพื่อตระหนักว่า สิ่งใดที่เราน่าจะลงมือทำ และควรเตือนให้เราลงมือทำ  แม้เหตุการณ์ล่วงเลย ทว่าคุณค่านั้นยังมีอยู่  อาจเป็นปลาตัวอื่นมิใช่ตัวเก่า แต่คุณค่านั้นเป็นเช่นเดียวกัน

สำหรับผมแล้ว แม้อนุสารนี้มิใช่นิตยสารอันกว้างโต แต่ทุกคำเน้นหนักแน่นถึงแก่นสารการมีชีวิต ถ้อยคำไม่มากเนื้อหาไม่มาก เพราะเผื่อพื้นที่ว่างสำหรับการเห็นธรรมะด้วยตนในตนเอง

มองให้ลึกลงยังคุณค่าหรือแก่นสารสำคัญของ สิ่งที่เราน่าลงมือทำ และเราจะเห็นว่ามีหนทางมากมายนัก มิใช่คำตอบเพียงหนึ่ง

หายใจเข้า  ผ่อนลมลงมา  เราอยากบอกอะไรกับ ช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่นี้

 

1797529_10206300998827559_5657927224812626932_n

 

ภาพประกอบจากการอบรมหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต

คอลัมน์ ลมหายใจจับปากกา #1