“แสงสว่างกลางวิกฤต” คุณนก ปุณณมา ศิริพันธ์โนน

งานเขียนต่อยอดจากการอบรม “เขียน = ค้นพบตัวเอง”

 

ในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกอาทิตย์หนึ่งที่รู้สึกถึงการเข้าใกล้วิกฤตของชีวิต
การได้เห็นความเจ็บป่วยของแม่ที่ทรุดลงอย่างต่อเนื่อง และการซ้ำเติมความเจ็บป่วยด้วยอุบัติเหตุล้มหัวฟาดของแม่
ภาพของแม่ที่ไร้เรี่ยวแรง มึนงง ตอบสนองช้า … มันเป็นภาพที่น่าหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

ที่ผ่านมาแม้จะรับรู้ภาวะโรคร้ายที่ปรากฎแต่ด้วยสภาพร่างกายทั่วไปภายนอกที่ดูปกติ มันทำให้เชื่อเสมอว่าแม่ยังไหว ไม่ว่าจะอยู่ในระยะที่ใครๆเค้าว่านี่คือระยะสุดท้ายแล้ว แต่ภาพที่เห็นแม่ยังทานข้าวได้ ยังอยากทานนู่นทานนี่ ยังมีความพยายามดั้นด้นลากจูงพ่อไปตระเวณตามใจปาก มันทำให้มีความหวังและรู้สึกว่าแม่แค่ผู้หญิงไม่มีผม …

จากวันนั้นถึงวันนี้สามปีผ่านไป แม่อยู่ในภาวะไม่มีผม สลับกับมีผม และยังคงตระเวณหาของกินที่เห็นในรายการทีวี
แต่แล้วสองเดือนที่ผ่านมาภาวะอยากอาหาร หายไป แม่ปวดท้องตลอด ทานได้น้อยลงเรื่อยๆ จนแทบจะไม่ทานเพราะกลัวคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง … สัญญาณบางอย่างปรากฎในใจ ความไม่เที่ยง …
ในที่สุดสิ่งที่กลัวก็เป็นจริง โรคร้ายลุกลาม ความใจสู้ของแม่ลดลง แม่ที่อยากทานนู่นทานนี่หายไป เหลือแต่ผู้หญิงที่ผ่ายผอม ไร้เรี่ยวแรง นอนซม แล้วหมอก็ตัดสินใจให้เคมีบำบัดรอบที่สาม ร่างกายไม่พร้อมเหมือนครั้งก่อนๆ เพียงเข็มที่สองก็อยู่ในสภาพทรมาน ต้องกินยาแก้ปวดและยานอนหลับ … แม่เบลอ เชื่องช้า … และในที่สุดก็เกิดเหตุ แม่เดินมาเองเพราะคิดว่าตัวเองไหว แล้วก็ล้มหัวฟาด … โชคดีเหลือเกิน ไม่แตก ไม่มีเลือดคั่ง กลับมาพักที่บ้านได้
ความเจ็บป่วยที่ทับทวี ความที่เคลื่อนไหวไปไหนเองไม่ได้อย่างใจ ทำให้แม่เครียด ความกลัววาระสุดท้าย ความกังวลใจ น้อยใจถาโถม กายก็แย่ ใจก็แย่ แล้วจะทำอย่างไรกัน …
จากที่สองคนตายายพากันตระเวณไปนั่นนี่ ก็ต้องมานั่งเฝ้ากันไปไหนไม่ได้
ฉันที่ปกติงานเยอะมากมาย ก็ต้องเลื่อนงานที่ยังพอจะรอได้ออกไป
ฉันที่ปกติออกไปทำงานและทำกิจกรรมมากมายนอกบ้านตลอดก็ต้องมาสลับกับพ่อที่จะดูแลแม่
ฉันที่ปกติทำงานแม้อยู่ที่บ้านก็ทำจนดึกทุกวันไม่เว้นวันหยุด เกาะติดคอมทั้งวัน ก็ต้องวางงานไว้ทำตอนแม่หลับ
ในเวลาวิกฤตนี้ … ฉันต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ฉันละเลยมาตลอด
ที่ผ่านมา พ่อแม่เป็นฝ่ายดูแลฉัน ให้ฉันได้ทำงานอย่างเต็มที่
ที่ผ่านมา พ่อดูแลแม่ แม่ดูแลพ่อ สลับกันฉันแค่ทำหน้าที่ขับรถพาไปที่ต่างๆ
ที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตกับงานและเรื่องที่ตัวเองสนใจ แม้จะเจอกันทุกวัน แต่เวลาร่วมกันมันน้อยกว่าเวลางานมากนัก
หนึ่งอาทิตย์ในวิกฤตนี้ ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่ง …
ฉันได้เห็น”คู่ทุกข์คู่ยาก”ของแท้ จากพ่อและแม่ พ่อเป็นมนุษย์ที่สุดยอดที่สุด ทำทุกอย่างเพื่อทุกคน ขยันที่สุด อดทนที่สุด ใจบุญที่สุด และเสียสละที่สุด

ฉันได้เห็นว่าคนแก่ คนเจ็บมักจะคิดมาก กังวล น้อยใจ และดื้ออย่างมากมาย ภาวะอารมณ์แบบนี้ทำให้คนปกติที่ต้องดูแลอย่างฉันเครียด หงุดหงิด เสียใจ สารพัด … แต่ความคิดตรงนี้สะดุดลงเมื่อฉันบังเอิญได้ยินเสียงลูกเล็กๆของน้องข้างบ้านร้องไห้ … เออนะ ตอนเราเป็นเด็ก เราก็งอแงน้อยใจ และดื้อสารพัดอย่างที่ไม่มีเหตุผล แล้วพ่อกับแม่ก็ต้องปลอบประโลม หลอกล่อสารพัดให้หยุดร้อง แล้วเราเป็นแบบนี้นานเท่าไหร่นะ หลายปีทีเดียวหล่ะ … แล้ววันนี้แม่จะงอแงบ้าง ดื้อบ้างเราจะยอมไม่ได้หรือ

ฉันได้เห็นว่าเวลาเราอยากได้อะไรจากใครโดยเฉพาะคนใกล้ตัว เรามักจะแสดงท่าทีที่ตรงข้ามกับสิ่งที่อยากได้ แทนที่เราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เราจึงมักเห็นท่าทีตรงข้าม นั่นเป็นเพราะเราเองที่แสดงท่าทีที่ตรงข้ามออกไป ท่าทีของคนอื่นต่อเราเปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนการกระทำของเรา ฉันจึงพบวิธีการลดความงอแงและดื้อของแม่อย่างง่ายๆ แค่ฉันเปลี่ยนท่าทีกับแม่

หนึ่งอาทิตย์ในวิกฤตนี้ ฉันได้ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำ หาอาหารแปลกใหม่มานำเสนอ ลงมือทำกับข้าวที่หลากหลาย ดูแลงานบ้าน ใช้เวลาอยู่กับแม่ นั่งอยู่ในสายตาแม่ พาเข้าห้องน้ำ พาอาบน้ำ … แม้งานต่างๆจะช้าลง แต่ฉันเชื่อว่าวิกฤตนี้ได้สร้างเวลาคุณภาพระหว่างฉันกับแม่และพ่อ ให้เป็นทุกนาทีที่มีกันและกัน ...  เป็น”แสงสว่างกลางวิกฤต”

 

 

ภาพวาด Vincent van Gogh