เขียนภาวนา : เขียนเพื่อกำกับใจ

ปฏิบัติ เขียนภาวนา

Practice Of Meditation Writing

 

การอบรมฝึกสมาธิและเจริญสติผ่านศิลปะการเขียนอย่างเข้มข้น

รายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่องฝึกฝนการเขียนบันทึกเพื่อเจริญสติ บ่มเพาะสมาธิ ขัดเกลาอัตตา ผ่านศิลปะหนึ่งลมหายใจที่มุ่งเน้นรู้เท่าทันกิเลสและรู้ละวางความอยากกับความยึดมั่น ด้วยรูปแบบการฝึก เขียนภาวนา และการทำสมาธิบนหลักสติปัฏฐาน ดำเนินการสอนเป็นธรรมทานจาก สถาบันธรรมวรรณศิลป์ ปีที่ 14 โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการ “ห้องเรียน เขียนภาวนา” โครงการระยะห้าปีที่มุ่งเผยแพร่ เขียนภาวนา สู่สังคมในวงกว้าง

 

เขียนภาวนา คือ ศิลปะการเขียนในลมหายใจออก ซึ่งมีจุดหมายในการขัดเกลากิเลสตัณหา บนหลักสติปัฏฐาน และ อริยมรรค เพื่อส่งเสริมอาณาปานสติ การเจริญสติ และการปฏิบัติธรรม ทั้งผู้มีประสบการณ์จนถึงผู้เริ่มต้นใหม่

 

การเขียนลักษณะนี้ไม่ใช่การสร้างผลงาน ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนหรือพื้นฐานในการภาวนามาก่อน เป็นการเขียนบันทึกเพื่ออยู่กับตนเอง จรดปากกาเพื่อกำกับความคิดและจิตใจ เป็นเครื่องมือในการภาวนาที่ชวนเราเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองอย่างลุ่มลึกหลากหลายด้านที่เหมาะสมทั้งผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาและผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม

งานศึกษาวิจัย

 

การศึกษาประสบการณ์การเห็นคุณค่าในตนเองผ่าน การเขียนภาวนา โดย อภิชาติ ทองสุกแสง

www.ce.mahidol.ac.th/research/thesis_view.php?id=55

www.academia.edu/95355671/A_STUDY_OF_SELF_ESTEEM_EXPERIENCE_THROUGH_MEDITATION_WRITING

เนื้อหาและการฝึกฝน

 

  • เริ่มใหม่พื้นฐาน
  • สติปัฏฐาน 4
  • ปริศนาธรรม
  • เขียนภาวนา เข้มข้น
  • พิจารณา กิเลสละเอียด
  • การละวางอัตตา
  • กลไกต่างๆ ของจิตใจ

สี่วันแรกของการอบรมเป็นเนื้อหากับการฝึกฝนขั้นพื้นฐาน ผู้ที่ไม่เคยผ่านคอร์ส “พื้นฐาน เขียนภาวนา” มาก่อนจึงสามารถเข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ได้ ส่วนผู้เรียนที่ผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานแล้วหรือเคยศึกษาจบการ “ปฏิบัติ เขียนภาวนา” แล้ว สามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะหกวันหลัง ซึ่งเป็นเนื้อหาขั้นต่อยอดจากพื้นฐาน

 

ระหว่างสัปดาห์ของการอบรมจะมีการบ้านให้ผู้เรียนได้สอบทานใจ การใช้ชีวิต และการฝึกจิตในชีวิตประจำวัน โดยอาจมีรูปแบบกิจกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันออกไปในแต่ละสัปดาห์ และอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครูผู้สอน

 

กระบวนการอบรมประกอบไปด้วยการฝึกภาคปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการฝึก เขียนภาวนา การทำสมาธิในรูปแบบอื่น และประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนพูดคุย การบรรยายธรรมะจากครู การพิจารณาปริศนาธรรม และช่วงเวลาในการสอบถามครู ในปริมาณตามสมควร โดยเน้นการปฏิบัติเป็นหลักใหญ่ มีทั้งการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันกับกิจกรรมซ้ำเพื่อฝึกฝน

ความหมายของ เขียนภาวนา

 

“ใช้ชีวิต ช้าลง ด้วยการเขียน
ผ่านศิลปะการเขียน หนึ่งลมหายใจ
รู้หยุด รู้วาง รู้เริ่มใหม่
กำกับใจ เขียนภาวนา ใคร่ครวญธรรม
ผ่อนเบาสิ่งบีบคั้น รู้ทันความอยากใคร่
สมาธิผ่านอักษร สลักใจเติบใหญ่
ไม่เน้นเขียนให้ดี ไม่เน้นเขียนให้เก่ง
เขียนให้ใจขัดเกลา ทิฐิ กิเลส อัตตา”

 

เขียนภาวนา คือ ศิลปะวาดเขียนในลมหายใจออก ซึ่งมีจุดหมายในการขัดเกลากิเลสตัณหา บนหลักสติปัฏฐาน และ อริยมรรค เพื่อส่งเสริมอาณาปานสติ การเจริญสติ และการปฏิบัติธรรม ทั้งผู้มีประสบการณ์จนถึงผู้เริ่มต้นใหม่

เขียนภาวนา ไม่ใช่เครื่องมือที่มุ่งให้เกิดภาวะวิเศษ และมิใช่กิจกรรมทำชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นวิถีของการฝึกฝนเพื่อระงับความเคยชินของจิตใจในการทำตามความอยากและความยึดมั่น เป็นการขัดเกลาให้กลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติอันเรียบง่าย รู้สันโดษ มีความพอดีและใจที่สงบมั่น

ระยะเวลาและวันที่เรียน

 

รอบ 1 / 2565 (รุ่นที่ 13) |

วันที่ 11 – 12 , 18 – 19 , 25 – 26 มิถุนายน

และ 2 – 3 , 9 – 10 กรกฎาคม 2565

 

การอบรมทั้ง 10 วัน ผู้เรียนต้องเข้าร่วมครบ 3 ช่วงดังนี้

ช่วงที่หนึ่ง : 9.00 – 10.30 น. , ช่วงที่สอง : 12.30 – 14.00 น. และช่วงที่สาม : 15.30 – 17.00 น.

 

เรียนผ่านโปรแกรม Zoom และกลุ่มไลน์

ระหว่างวันและระหว่างสัปดาห์จะมีการบ้าน / การฝึกเพิ่มเติม

เนื้อหา 4 วันแรกคือเนื้อหาขั้น “พื้นฐาน เขียนภาวนา”
เนื้อหา 6 วันถัดมาคือขั้น “ปฏิบัติ เขียนภาวนา”


สามารถเลือกเรียนเฉพาะขั้นพื้นฐาน 4 วัน หรือตลอดทั้งหลักสูตร 10 วัน

ศิษย์เก่าที่ผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานมาแล้ว หรือเคยเรียนจบตลอดหลักสูตร สามารถเลือกเรียนเฉพาะขั้นปฏิบัติ 6 วันได้

ผู้ที่สามารถเข้าร่วม

 

  • บุคคลทั่วไป (ฆราวาส) อายุ 17 ปีขึ้นไป มีความสนใจพัฒนาตนเองตามเนื้อหาที่ระบุไว้และสมัครด้วยตนเอง เปิดรับการเรียนรู้และการทบทวนหลักธรรมอย่างหลากหลายนัยโดยไม่อิงกับตำราและความรู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องนับถือพุทธศาสนา สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ และสามารถเข้าร่วมการอบรมเต็มเวลา
  • ไม่อนุญาตให้มีการเรียนแทนผู้อื่น หรือเรียนเพราะคนอื่นต้องการให้เรียนแทนตนโดยเด็ดขาด
  • ผู้เรียนจากต่างประเทศที่มีเวลาไม่ตรงกับเวลาในประเทศไทย โปรดแจ้งทีมงานหรือครูผู้สอนเพื่อพิจารณาก่อนล่วงหน้า หากเห็นว่ามีผลต่อการฝึกปฏิบัติ เช่นต้องเรียนเวลาดึกในประเทศที่อาศัย อาจไม่อนุญาตให้ร่วมการอบรมเพราะเป็นอุปสรรคในการฝึกสมาธิ

 

*** ขาดเรียนได้ไม่เกิน 2 วัน ผู้ไม่เคยผ่านคอร์ส “พื้นฐาน เขียนภาวนา” ห้ามขาด 2 วันแรก

ค่าลงทะเบียน


ค่าลงทะเบียน / ค่าวิทยากร ตามบริจาค

 

ทางโครงการจะนำค่าลงทะเบียนที่ได้รับมาเพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมของโครงการต่อไปได้ ทั้งในส่วนของกิจกรรม เขียนภาวนา และโครงการเพื่อการกุศลอื่นของสถาบันฯ อาทิ โครงการปัญญ์ สเปซ ดังนั้นแล้ว ค่าลงทะเบียนนี้จึงไม่ได้เป็นการรับผิดชอบการอบรมในรอบที่ตนเองเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมกิจกรรมของเราและการอบรมรอบต่อไป

 

วิทยากร

 

ครูโอเล่ อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม (และทีมงาน)

ผู้อำนวยการสถาบันธรรมวรรณศิลป์ อาจารย์ผู้สอนหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต มากกว่า 50 รุ่น , ห้องเรียน พลังแห่งจิต , ห้องเรียน วิถีครู และ โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน เป็นต้น

ผู้เขียนคอลัมน์ ไกด์โลกจิต , บทภาวนา อนัตตา ผู้แปลหนังสือ ดอกไม้และความหวัง

การสมัครเข้าร่วม

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม


สมุดบันทึก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (ทแยงมุม) 7 นิ้วขึ้นไป , ปากกาหรือดินสอ สำหรับการเขียนบันทึกและทำกิจกรรม

ขั้นตอนการสมัคร

 

  • กรอกข้อมูลในการสมัครอย่างครบถ้วนและส่งใบสมัครผ่านเว็บไซต์
  • ชำระค่าลงทะเบียนทางบัญชีธนาคารที่แจ้งกลับทางอีเมล / เพจเฟสบุ๊ค
  • รับข้อความตอบกลับยืนยันการสมัคร
    เมื่อใกล้ถึงรอบเข้าเรียน จะมีอีเมลแจ้งการเตรียมตัว


ทางเราจะคำนึงถึงลำดับการชำระค่าใช้จ่ายก่อนเป็นสำคัญ โดยถือว่าเป็นการยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมการอบรมแล้ว หากมีผู้ชำระครบจำนวนแล้วก็จะยกเลิกการสมัครหรือให้เป็นรายชื่อสำรองทันที

เงื่อนไขในการเข้าเรียน


ผู้สมัครมีความตั้งใจร่วมกิจกรรมการอบรมอย่างเต็มที่ โดยได้อ่านรายละเอียดทั้งหมดและสมัครด้วยตนเอง พร้อมมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ กับการทำกิจกรรมในการอบรมโดยทางโครงการไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เมื่อชำระค่าลงทะเบียนแล้วจะไม่มีการยกเลิก ขอเลื่อน หรือคืนเงินมิว่าในกรณีใด เพื่อรักษาสิทธิ์ในการเข้าร่วมการอบรมของผู้สมัครคนอื่นๆ มิให้ถูกกันที่ไว้ หากมีความประพฤติไม่เหมาะสมหรือส่งผลเสียต่อผู้เข้าเรียนคนอื่นๆ และอาจารย์ผู้สอน ทางโครงการจะเชิญออกจากการอบรมโดยไม่มีการชดเชยใดๆ เพื่อความเรียบร้อยและความสำรวมระวังในการฝึกฝน

ผู้ที่มีโรคประจำตัว ต้องทานยา หรือต้องพึ่งพาการดูแลเป็นกรณีพิเศษ โปรดแจ้งปรึกษาโครงการก่อนสมัครเข้าร่วมเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมร่วมกัน

ดาวโหลดรายละเอียด

คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการในรูปแบบไฟล์เอกสาร

 

เอกสารโครงการ

https://drive.google.com/file/d/1t0nxY0ieuPPSeT8vDs8hLcWYOeAFFmwk/view?usp=sharing

 

สิ่งที่ได้รับจาก เขียนภาวนา

https://drive.google.com/file/d/1EAa22K8fTIRsYu5Zm7-Cl8IUAVh5os7s/view?usp=sharing

บทเรียนและการพัฒนาตนของศิษย์เก่า

“การเปลี่ยนแปลงสำคัญจากการฝึกที่ผ่านมาคือ รู้สึกมีฉันทะที่จะเพียรพยายามภาวนาให้เจริญงอกงามดีสม่ำเสมอยิ่งขึ้น

สิ่งที่เขียนสอนหลักแนวทางที่จะให้มุ่งมั่นตั้งใจดำรงอยู่บนเส้นทางนี้อย่างแน่วแน่มั่นคงเปรียบดังเสาหลักปักไว้ในใจ ภาพที่วาดสอนเหตุปัจจัยและองค์ประกอบที่ไม่ควรตีขลุมเหมารวมเป็นการตีความให้ยึดติดมั่นหมาย

มีและไม่มี เกิดและดับ ยึดและปล่อย เป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีของเราหรือของใคร ไม่เป็นตัวเป็นตน ผันแปรไปตาม “กรรม”

 

เขียนคำ มัดกิเลส
อักษรพาปล่อยสิ่งลวงหลอก
หลงลิขิตจับจิต”

 

คุณต่าย ปฏิบัติ เขียนภาวนา

 

“สอนให้เรารู้จัก ละความโลภ ละความเร่งรีบ ที่บีบคั้นตัวเอง ให้กลับมารู้จัก “ทางสายกลาง” ที่เป็นแนวทางที่น่าจะเอามาปรับใช้ในชิวิตประจำวันได้ สำคัญคือ การหาจุด “พอดี” และ “ดีพอ” สำหรับตัวเอง

สอนใหัเรารู้จัก “ทางสายกลาง” ในอีกมิติที่ทำให้เรารู้ตัวว่า การพยายามที่มากเกินไปคือ กิเลส “ความกลัว” ที่เข้ามาในรูปแบบที่แตกต่างจากตัวที่เราเคย “รู้จัก” พอเราได้รู้จักและทำความเข้าใจแล้ว เราก็สามารถผ่อนตัวเองลง จัดสมดุลชีวิตได้ดีขึ้น”

 

คุณจอย ปฏิบัติ เขียนภาวนา

 

“ในขณะเขียนภาวนาได้ฝึกการมองกลับมาภายในใจภายในกายตนเองอย่างแท้จริง ได้ฝึกรู้ลมหายใจ ได้ฝึกการขัดใจตนเองไม่ไหลไปตามความอยากของใจ ได้ขัดเกลากิเลสในตนเอง ฝึกการอยู่กับปัจจุบันขณะ ฝึกดูการทำงานของกายใจอย่างที่เค้าเป็น ได้ฝึกมองจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง จะนำจุดอ่อนที่ค้นพบในตนเองจะยอมรับอย่างอ่อนโยน ปรับและพัฒนาตนเอง จะนำจุดแข็งที่ค้นพบเร่งเพียรพัฒนาศักยภาพตนเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นและเดินไปข้างหน้าอย่างตั้งมั่นเพื่อเยียวยาตนเองและผู้อื่นให้ถึงที่สุดและทำให้ดีที่สุดที่จะทำได้ต่อไปคะ จะนำความรู้ที่ครูโอเล่สอนมาตลอดส่งต่อเยียวยาผู้อื่นให้กลับมีรอยยิ้มต่อไปเช่นกันคะ

 

“ด้วยคำสอนที่ครูคอยให้กำลังใจ จึงทำให้อดทนสู้ดูการทำงานของกายใจอย่างไม่ปรุงแต่งและทำให้เขียนภาวนาได้ต่อเป็นช่วงๆ และเห็นจิตที่เข้าใจและก้าวข้ามจุดที่เรากลัวและทำให้ป่วยมาตลอดได้  วันนี้ครูโอเล่ทำให้ชีวิตหนูเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากการอบรมครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเองที่ชัดเจนขึ้น และเห็นการก้าวข้ามความกลัวการทำงานของใจที่คอยหนีคอยป้องกันตนเองที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเรามาตลอด แต่ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจการทำงานของจิตใต้สำนึกและสมองจึงส่งผลให้เจ็บป่วยทางกายตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ในวันนี้เมื่อเกิดความเข้าใจและรู้ทันการทำงานของใจที่คอยจะหนีทุกข์คอยสร้างกำแพงหลบปกป้องตัวเองของใจของกายนี้ ตอนนี้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปและได้พบความสุขที่ลึกละเอียดได้มากขึ้นในตนเอง…ขอบพระคุณคะครูโอเล่”

 

คุณสิริลดา (แม่ชีดา)

 

“ก่อนอบรมรู้สึกสงสัยว่าการเขียนภาวนาคืออะไร..การเขียนจะทำให้เกิดการภาวนาได้หรือ แต่หลังจากอบรมแล้วทำให้ทราบว่าแม้แต่กิจกรรมการเขียนก็สามารถทำให้ใจของเราสงบได้ เข้าอบรมแล้วได้ฝึกการทำงานทีละอย่าง ฝึกการตามลมหายใจขณะนั่ง ฝึกเขียนช้าลงตามการหายใจออก อก และฝึกใจให้อยู่กับปัจจุบันไม่กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดและเศร้าใจกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว จิตใจและอารมณ์มีความผ่องใสมากขึ้น ความเศร้าที่เกิดจากความกังวลสิ่งที่ยังไม่เกิดลดน้อยลง ทำให้ชีวิตน่าอยู่มากขึ้น”

 

คุณกรรัตน์ (โก) อาชีพ พยาบาล

 

“รู้สึกสุขใจ มีอารมณ์นิ่งสงบลง หลักการอบรม ตลอดเวลาการอบรมแม้จะทิ้งช่วงเวลาหายไป ไม่ต่อเนื่อง ครูโอเล่ก็ให้โอกาสและกำลังใน ยินดีกับการเริ่มต้นของดิฉันเสมอ ชอบหัวข้อ “อารมณ์แห่งใจ” “ฝนอิฐเป็นกระจกเงา” และ “ภาระความรู้” ในการเขียนภาวนา ทำให้เราเข้าใจ ได้ฟังลมหายใจ ร่างกายตัวเอง กลับมาสะท้อนย้อนคิดตัวตน รู้สึกรักและยินดีกลับการได้มีและใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น เข้าใจความจริงของชีวิตเราในจักรวาล ผ่อนคลายกับความรู้สึกที่เคยอึดอัด ไม่เข้าใจในตัวเอง

 

“การกลับมาที่ลมหายใจ เข้า ออก ทำให้เรารู้ยั้งความคิดและการกระทำตนจากการปะทะกับปัจจัยที่ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้น ละวางการยึดในตัวตนให้ความสำคัญและเข้าใจคนอื่นว่าแท้จริงเรามีความแตกต่าง ถูกจักรวาลสร้างมาให้ต่างกันไป เขาเป็นเขา เราเป็นเรา”

 

คุณริยา (ป้อม) อาชีพ ครู/คนกลางไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว

 

ดำเนินงานโดย

 

สถาบันธรรมวรรณศิลป์ ปีที่ 12 – 17
ครูโอเล่ อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม

เฟสบุ๊ค : www.facebook.com/khianpianchiwit/

เว็บไซต์ : www.dhammaliterary.org

อีเมล : dhammaliterary@gmail.com


การดำเนินงานของโครงการตลอดสามระยะ ใช้เงินทุนจากค่าลงทะเบียนคอร์สการอบรมและการจำหน่ายสื่อต่างๆ ของครูโอเล่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ โดยไม่รับการสนับสนุนจากองค์กรหรือหน่วยงานใดทั้งสิ้น