“สวนโมกข์กลางใจ”
คุณแวว วิภา สุขพรสวรรค์
งานเขียนต่อยอดจากบันทึกการอบรม “เขียน = ค้นพบตัวเอง”

 

ในชีวิตฉันมีสถานที่ที่ชอบและประทับใจอยู่มากมาย แต่คงไม่มีสถานที่แห่งไหนที่จะสะท้อนการเติบโตของตัวฉันในแต่ละช่วงของชีวิตได้ดีเท่าที่แห่งนี้… “สวนโมกขพลาราม”

ฉันรู้จักสวนโมกข์ครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัย ตอนนั้นอาจารย์ท่านหนึ่งที่ฉันรักและเคารพมาก ท่านเห็นว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยยังคับแคบอยู่มาก ด้วยความปรารถนาดีไม่อยากให้ลูกศิษย์เป็นกบในกะลา อาจารย์จึงได้นิมนต์หลวงพี่ประชา เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในฐานะคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่สนใจงานด้านศาสนากับการพัฒนา จำได้ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นสิ่งใหม่และน่าสนใจมาก แต่กบก็ยังเป็นกบ แม้จะมีคนเปิดกะลาให้ได้เห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ก็ยังไม่กล้าที่จะก้าวออกไปเรียนรู้ในทันที เพราะในเวลานั้นยังมีช่องว่างของประสบการณ์และความเข้าใจชีวิตอยู่มาก ยังไม่รู้จักโลกภายนอกมหาวิทยาลัยสักเท่าใด แต่หลวงพี่ก็กรุณามากที่ชวนพวกเราไปเยี่ยมท่านที่สวนโมกข์ อาศัยว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอยู่บ้างได้ชวนโบกรถไปด้วยกัน ฉันจึงได้รู้จักและเยียบยืนบนแผ่นดินธรรมที่ชื่อว่า สวนโมกขพลารามเป็นครั้งแรกในชีวิต

เมื่อหลายสิบปีก่อน สวนโมกข์เป็นวัดป่าที่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้ คนที่มานอกจากญาติโยมรอบวัดแล้วก็มีแต่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่ศรัทธาท่านพุทธทาส บรรยากาศภายในวัดจึงค่อนข้างเงียบสงบมาก มีเพียงช่วงเวลาทำวัตรเช้าเย็นที่พระภิกษุ แม่ชี และผู้มาพักได้มาสวดมนต์ร่วมกันที่อุโบสถกลางแจ้งที่เรียกว่า ลานหินโค้ง นอกจากนั้นทุกคนจะแยกย้ายกันทำกิจและศึกษาธรรมะในกุฏิหรือที่พัก ในเวลาที่พวกเราเดินขึ้นเขาพุทธทองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกิ่งไม้ใบไม้เสียดสีลู่ลมและเสียงหรีดหริ่งเรไรระงมตลอดเส้นทาง ทำให้รู้สึกเย็นเยียบและวังเวงพิกล ภาพปริศนาธรรมบางภาพที่อยู่ภายในโรงมหรสพทางวิญญานก็ดูเข้าใจยากและน่ากลัวจนไม่กล้าเดินคนเดียว ถึงกระนั้นฉันก็ยังชอบสวนโมกข์เพราะความสงบร่มรื่น ไม่มีโบสถ์วิหารอลังการเหมือนวัดทั่วไป ได้สวดมนต์แปลเป็นครั้งแรกในชีวิต ได้ฟังเทศน์สอนธรรมด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ได้นั่งเงียบๆอยู่กับตัวเองริมสระนาฬิเกร์ ได้กินข้าวก้นบาตร แม้จะรู้จักสวนโมกข์เพียงผิวเผินในระยะเวลาสั้นๆ แต่โดยรวมฉันประทับใจและรู้สึกดีกับสถานที่แห่งนี้

ผ่านไปหลายปีฉันได้กลับมาสวนโมกข์อีกครั้งในฐานะผู้เข้าอบรมอานาปานสติ การอบรมในครั้งนี้จัดให้กับนักพัฒนารุ่นใหม่ เพื่อให้นำอานาปานสติมาพัฒนาตนเองและเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ในขณะนั้นฉันเพิ่งทำงานได้ไม่นานนัก กำลังสนุกกับการทำงานในพื้นที่และมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ยากของคนที่ด้อยโอกาสได้ ตอนนั้นมีทั้งความหลงตัวเอง ความไม่รู้และความอหังการเป็นที่ตั้ง จำได้ว่าไปสวนโมกข์ครั้งนี้ด้วยความหงุดหงิดเป็นกำลัง ยิ่งให้ฝึกตามลมหายใจก็ยิ่งรู้สึกต่อต้าน ในหัวเต็มไปด้วยอคติและหมิ่นแคลน ไม่เชื่อว่าการนั่งหลับตาตามดูลมหายใจแบบนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมได้ ความรู้สึกต่อต้านรุนแรงถึงกับแอบหนีการอบรมไปเดินเล่นหลายครั้ง เมื่อมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับพระวิทยากร ท่านกล่าวว่าหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือต้องมีปัญญาและศรัทธา แต่หากยามใดที่เรายังไม่เกิดปัญญาท่านก็แนะนำให้ลองใช้ศรัทธานำปัญญา นั่นคือให้มีใจศรัทธาที่จะปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงขึ้นเอง แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจเพราะใจไม่เปิดรับ ตลอดหลายวันในสวนโมกข์ฉันไม่ได้ซึมซับความสงบเย็นและธรรมชาติรอบตัวอย่างที่ผ่านมาเลย สิ่งเดียวที่ได้ติดตัวกลับมาคือ โยคะ

หลายปีต่อมา หลังทำงานมาหลายปีได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด เพื่อนที่เคยมาสวนโมกข์ด้วยกันในครั้งแรกได้ชวนให้กลับไปเยี่ยมสวนโมกข์อีกครั้ง ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ว่าความสงบเงียบและความร่มรื่นของที่นี่ช่วยให้จิตใจนิ่งและเย็นลงเหมือนได้หยุดพักจากการเดินทางไกล แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินเล่น นั่งนิ่งๆฟังเสียงธรรมชาติ พูดคุยกับต้นไม้ ก้อนหิน และสายลม ร่วมสวดมนต์เช้าเย็น เป็นครั้งแรกที่รับรู้ได้ว่าในวัดมีธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติมีพลัง ครั้งนี้ฉันได้รับพลังจากที่นี่และกลับไปด้วยจิตใจที่เบิกบาน

หลังจากนั้นไม่นานฉันได้ย้ายกลับมาทำงานที่บ้าน ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องมุสลิมจำวนมากที่ดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งศรัทธาในหลักศาสนาอิสลาม บ่อยครั้งที่ฉันถูกตั้งคำถามถึงความศรัทธาในศาสนาของฉัน ฉันมักหลีกเลี่ยงที่จะตอบ เพราะไม่แน่ใจว่าฉันมีศรัทธาหรือไม่และอยู่ในรูปแบบใด อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยทุกข์ร้อนที่จะหาความชัดเจนกับประเด็นเหล่านี้ และลืมเลือนไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่สิ่งที่ควรใส่ใจ ในการทำงานมีหลายครั้งที่ต้องขับรถไปประชุมร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่กรุงเทพ แม้ว่าทั้งขาไปและขากลับจะผ่านสวนโมกข์ แต่ก็แทบจะไม่เคยแวะเลย มีเพียงครั้งเดียวที่อยากให้พี่น้องมุสลิมที่เดินทางมาด้วยกันได้รู้จักสวนโมกข์จึงได้แวะพักค้างคืน และพาเดินชมบริเวณวัดเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่ายังมีวัดที่มีวิถีเรียบง่ายและน่าศรัทธาอยู่ ฉันอาจจะรับรู้ถึงชื่อเสียงและความศรัทธาที่ผู้คนมากมายมีต่อสวนโมกข์ แต่ที่ผ่านมาฉันกลับเห็นที่นี่เป็นเพียงที่พักกายและใจยามเหนื่อยอ่อน ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะเรียนรู้ถึงพลังแห่งศรัทธาและแสงสว่างทางปัญญาของสวนโมกข์อย่างจริงจัง

เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา หลังจากได้ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน ฉันกลับพบว่าตัวเองยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์และความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง เมื่อคิดไม่ตกก็หนีปัญหาด้วยการชวนเพื่อนเที่ยว จุดหมายปลายทางอยู่ที่ชุมพร แต่เนื่องจากพวกเรามาจากหลายพื้้นที่จึงนัดเจอกันที่สวนโมกข์ ฉันตั้งใจจะมานอนค้างที่วัดสักคืนแล้วจึงเดินทางต่อไป หลังสวดมนต์เย็นได้ฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส ไม่น่าเชื่อว่าทุกข์ที่แบกไว้เนินนานจะได้รับการคลี่คลายในเวลาไม่กี่นาที ท่านสอนถึงการทำความดีอย่างถูกต้องนั้นจะต้องไม่หวังผลตอบแทน ไม่คาดหวังว่าจะมีคนเห็นหรือมีใครสรรเสริญชื่นชมหรือไม่ เพราะหากเราคาดหวังเช่นนั้นก็จะเป็นการทำเพื่อตัวเอง เพื่อพอกพูนตัวกูของกู ใช่เลยที่ฉันแบกความทุกข์มาตลอดก็เพราะลึกๆแล้วคาดหวังที่จะให้ใครๆเห็นคุณค่าและยอมรับในตัวฉันนั้นเอง ทั้งๆที่มาที่นี่เพื่อหนีปัญหาแต่กลับพบแสงสว่างทำให้เกิดปัญญา ในครั้งนี้ฉันเริ่มเห็นว่าที่นี่มีขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ช่วยดับทุกข์ในใจ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาห้าวันที่สวนโมกข์เพื่อร่วมอบรมภาวนา เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับใจตัวเอง การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบร่มรื่นเอื้อต่อการเจริญสติอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกได้ว่า สวนโมกข์เป็นสถานที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้น หินทุกก้อน ล้วนสอนธรรมะ เป็นธรรมะในธรรมชาติ จิตวิญญานแห่งท่านพุทธทาสผู้ก่อตั้งสวนโมกข์ได้ทำให้สถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยพลังทางปัญญาและพุทธะ ที่ให้แสงสว่างทางปัญญาและปลุกให้ผู้คนตื่นจากชีวิตที่หลับไหล และนับเป็นความโชคดีของฉันที่ได้มีโอกาสรู้จักสวนโมกข์ แม้จะไม่สามารถเดินไปถึงความหลุดพ้น เพียงแค่เห็นแสงนำทางฉันก็อบอุ่นใจ หลังการอบรมฉันกลับบ้านพร้อมเมล็ดพันธุ์ของต้นโมกข์

เมื่อวันเวลาร่วงเลยไป ฉันลองหลับตามองลึกลงไปในใจเพื่อค้นหาสวนโมกข์ที่อยู่ภายในใจ เพียรพยายามมองหาเท่าไรก็ไม่เห็นมี จนฉันเริ่มเหนื่อยล้าและทดท้อ จึงนั่งพักใต้ไม้พุ่มต้นหนึ่งที่พอมีร่มเงาให้หลบแสงแดดได้บ้าง มองไปรอบๆก็เห็นต้นไม้เล็กๆและไม้ดอกเพียงไม่กี่ต้น ยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นเคยคล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นิ่งนึกสักพักก็จำได้ว่านี่เป็นต้นโมกข์ที่เคยนำเมล็ดมาเพาะไว้ในสวนหย่อมนั่นเอง เดิมที่ฉันปล่อยพื้นที่แห่งนี้ให้รกร้างว่างเปล่า พื้นดินแห้งแล้งจนไม่มีต้นไม้ชนิดใดที่จะสามารถเติบโตได้ มีเพียงวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด นอกจากฉันจะไม่เคยใส่ใจดูแล โดยไม่รู้ตัวฉันยังขนเอาขยะมากมายมาทิ้งจนเกิดมลพิษ จนวันหนึ่งใจฉันก็ป่วยไข้ เต็มไปด้วยทุกข์ที่ไม่ว่าจะหนีเท่าไรก็ไม่พ้น รักษาเท่าไรก็ไม่หายขาด เมื่อได้คิดทบทวนก็เห็นว่าตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งครอบครัว โรงเรียน เพื่อนพ้อง และการงานแม้จะบอกให้ฉันเป็นคนดี แต่กลับส่งเสริมและผลักดันให้ฉันเชื่อว่าการจะมีอนาคตที่รุ่งเรืองและมั่นคงนั้นฉันจะต้องเป็นคนเก่ง ต้องเอาชนะทั้งตัวเองและคนอื่นๆ ต้องไม่ยอมแพ้หรือแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ต้องพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ ต้องมีผลงานเป็นที่ยอมรับ ชีวิตที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็นที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวตนใหญ่ขึ้นแต่จิตใจแห้งแล้งและเล็กลง ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือทุกข์หรือสุขที่แท้จริง

สวนโมกขพลารามนับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้ให้พลังทางปัญญาแก่ฉัน ให้ฉันเห็นว่าการไปถึงหมุดหมายแห่งชีวิตจำเป็นต้องมีทั้งสติ ปัญญาและศรัทธา ดังนั้นในทุกก้าวของชีวิตที่ออกเดินด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ฉันจะรู้สึกว่าได้กลับมาดูแลและฟื้นฟูจิตใจที่เคยแห้งแล้งให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ฉันค่อยๆเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ปัญญาและศรัทธาลงในใจ ในวันนี้มันยังเป็นเพียงต้นไม้เล็กในสวนหย่อมที่พอจะให้ร่มเงาหลบแดดฝนได้บ้าง แต่กลับมีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้สอนให้ฉันได้ตระหนักว่า หากฉันเพียรพยายามดำเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกต้อง สักวันหนึ่งต้นไม้น้อยๆจะค่อยๆเติบโตและขยายพื้นที่กว้างขึ้น จนกลายเป็นสวนป่าที่ร่มรื่นเป็นที่พักพิงของฉันและเอื้อประโยชน์ต่อสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมสังคมและโลกใบเดียวกัน ถึงวันนั้นฉันคงจะบอกได้เต็มปากว่า ฉันมีสวนโมกข์ที่กลางใจ

*ขอบคุณภาพจาก www.panoramio.com

'"สวนโมกข์ภายใน"<br />
คุณแวว  วิภา สุขพรสวรรค์<br />
งานเขียนต่อยอดจากบันทึกการอบรม "เขียน = ค้นพบตัวเอง"</p>
<p>ในชีวิตฉันมีสถานที่ที่ชอบและประทับใจอยู่มากมาย  แต่คงไม่มีสถานที่แห่งไหนที่จะสะท้อนการเติบโตของตัวฉันในแต่ละช่วงของชีวิตได้ดีเท่าที่แห่งนี้... "สวนโมกขพลาราม"</p>
<p>ฉันรู้จักสวนโมกข์ครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัย  ตอนนั้นอาจารย์ท่านหนึ่งที่ฉันรักและเคารพมาก  ท่านเห็นว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยยังคับแคบอยู่มาก  ด้วยความปรารถนาดีไม่อยากให้ลูกศิษย์เป็นกบในกะลา  อาจารย์จึงได้นิมนต์หลวงพี่ประชา เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในฐานะคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่สนใจงานด้านศาสนากับการพัฒนา จำได้ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นสิ่งใหม่และน่าสนใจมาก  แต่กบก็ยังเป็นกบ  แม้จะมีคนเปิดกะลาให้ได้เห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่  ก็ยังไม่กล้าที่จะก้าวออกไปเรียนรู้ในทันที  เพราะในเวลานั้นยังมีช่องว่างของประสบการณ์และความเข้าใจชีวิตอยู่มาก  ยังไม่รู้จักโลกภายนอกมหาวิทยาลัยสักเท่าใด  แต่หลวงพี่ก็กรุณามากที่ชวนพวกเราไปเยี่ยมท่านที่สวนโมกข์  อาศัยว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอยู่บ้างได้ชวนโบกรถไปด้วยกัน  ฉันจึงได้รู้จักและเยียบยืนบนแผ่นดินธรรมที่ชื่อว่า สวนโมกขพลารามเป็นครั้งแรกในชีวิต</p>
<p>เมื่อหลายสิบปีก่อน  สวนโมกข์เป็นวัดป่าที่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้  คนที่มานอกจากญาติโยมรอบวัดแล้วก็มีแต่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่ศรัทธาท่านพุทธทาส  บรรยากาศภายในวัดจึงค่อนข้างเงียบสงบมาก  มีเพียงช่วงเวลาทำวัตรเช้าเย็นที่พระภิกษุ  แม่ชี  และผู้มาพักได้มาสวดมนต์ร่วมกันที่อุโบสถกลางแจ้งที่เรียกว่า ลานหินโค้ง   นอกจากนั้นทุกคนจะแยกย้ายกันทำกิจและศึกษาธรรมะในกุฏิหรือที่พัก   ในเวลาที่พวกเราเดินขึ้นเขาพุทธทองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เงียบสงัด  มีเพียงเสียงกิ่งไม้ใบไม้เสียดสีลู่ลมและเสียงหรีดหริ่งเรไรระงมตลอดเส้นทาง ทำให้รู้สึกเย็นเยียบและวังเวงพิกล    ภาพปริศนาธรรมบางภาพที่อยู่ภายในโรงมหรสพทางวิญญานก็ดูเข้าใจยากและน่ากลัวจนไม่กล้าเดินคนเดียว   ถึงกระนั้นฉันก็ยังชอบสวนโมกข์เพราะความสงบร่มรื่น  ไม่มีโบสถ์วิหารอลังการเหมือนวัดทั่วไป  ได้สวดมนต์แปลเป็นครั้งแรกในชีวิต  ได้ฟังเทศน์สอนธรรมด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ  ได้นั่งเงียบๆอยู่กับตัวเองริมสระนาฬิเกร์  ได้กินข้าวก้นบาตร  แม้จะรู้จักสวนโมกข์เพียงผิวเผินในระยะเวลาสั้นๆ  แต่โดยรวมฉันประทับใจและรู้สึกดีกับสถานที่แห่งนี้</p>
<p>ผ่านไปหลายปีฉันได้กลับมาสวนโมกข์อีกครั้งในฐานะผู้เข้าอบรมอานาปานสติ  การอบรมในครั้งนี้จัดให้กับนักพัฒนารุ่นใหม่  เพื่อให้นำอานาปานสติมาพัฒนาตนเองและเพิ่มศักยภาพในการทำงาน  ในขณะนั้นฉันเพิ่งทำงานได้ไม่นานนัก  กำลังสนุกกับการทำงานในพื้นที่และมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ยากของคนที่ด้อยโอกาสได้   ตอนนั้นมีทั้งความหลงตัวเอง  ความไม่รู้และความอหังการเป็นที่ตั้ง  จำได้ว่าไปสวนโมกข์ครั้งนี้ด้วยความหงุดหงิดเป็นกำลัง  ยิ่งให้ฝึกตามลมหายใจก็ยิ่งรู้สึกต่อต้าน  ในหัวเต็มไปด้วยอคติและหมิ่นแคลน  ไม่เชื่อว่าการนั่งหลับตาตามดูลมหายใจแบบนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมได้  ความรู้สึกต่อต้านรุนแรงถึงกับแอบหนีการอบรมไปเดินเล่นหลายครั้ง  เมื่อมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับพระวิทยากร  ท่านกล่าวว่าหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือต้องมีปัญญาและศรัทธา แต่หากยามใดที่เรายังไม่เกิดปัญญาท่านก็แนะนำให้ลองใช้ศรัทธานำปัญญา  นั่นคือให้มีใจศรัทธาที่จะปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง  ก็จะเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงขึ้นเอง   แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจเพราะใจไม่เปิดรับ  ตลอดหลายวันในสวนโมกข์ฉันไม่ได้ซึมซับความสงบเย็นและธรรมชาติรอบตัวอย่างที่ผ่านมาเลย  สิ่งเดียวที่ได้ติดตัวกลับมาคือ โยคะ</p>
<p>หลายปีต่อมา  หลังทำงานมาหลายปีได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด  เพื่อนที่เคยมาสวนโมกข์ด้วยกันในครั้งแรกได้ชวนให้กลับไปเยี่ยมสวนโมกข์อีกครั้ง  ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ว่าความสงบเงียบและความร่มรื่นของที่นี่ช่วยให้จิตใจนิ่งและเย็นลงเหมือนได้หยุดพักจากการเดินทางไกล  แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินเล่น  นั่งนิ่งๆฟังเสียงธรรมชาติ  พูดคุยกับต้นไม้  ก้อนหิน  และสายลม  ร่วมสวดมนต์เช้าเย็น  เป็นครั้งแรกที่รับรู้ได้ว่าในวัดมีธรรมะ  ธรรมะคือธรรมชาติ  ธรรมชาติมีพลัง  ครั้งนี้ฉันได้รับพลังจากที่นี่และกลับไปด้วยจิตใจที่เบิกบาน</p>
<p>หลังจากนั้นไม่นานฉันได้ย้ายกลับมาทำงานที่บ้าน ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องมุสลิมจำวนมากที่ดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งศรัทธาในหลักศาสนาอิสลาม  บ่อยครั้งที่ฉันถูกตั้งคำถามถึงความศรัทธาในศาสนาของฉัน  ฉันมักหลีกเลี่ยงที่จะตอบ  เพราะไม่แน่ใจว่าฉันมีศรัทธาหรือไม่และอยู่ในรูปแบบใด  อย่างไรก็ตามฉันไม่เคยทุกข์ร้อนที่จะหาความชัดเจนกับประเด็นเหล่านี้  และลืมเลือนไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่สิ่งที่ควรใส่ใจ  ในการทำงานมีหลายครั้งที่ต้องขับรถไปประชุมร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่กรุงเทพ  แม้ว่าทั้งขาไปและขากลับจะผ่านสวนโมกข์  แต่ก็แทบจะไม่เคยแวะเลย  มีเพียงครั้งเดียวที่อยากให้พี่น้องมุสลิมที่เดินทางมาด้วยกันได้รู้จักสวนโมกข์จึงได้แวะพักค้างคืน  และพาเดินชมบริเวณวัดเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย  ทั้งนี้เพื่อให้เห็นว่ายังมีวัดที่มีวิถีเรียบง่ายและน่าศรัทธาอยู่  ฉันอาจจะรับรู้ถึงชื่อเสียงและความศรัทธาที่ผู้คนมากมายมีต่อสวนโมกข์  แต่ที่ผ่านมาฉันกลับเห็นที่นี่เป็นเพียงที่พักกายและใจยามเหนื่อยอ่อน  ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะเรียนรู้ถึงพลังแห่งศรัทธาและแสงสว่างทางปัญญาของสวนโมกข์อย่างจริงจัง  </p>
<p>เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา  หลังจากได้ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน  ฉันกลับพบว่าตัวเองยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์และความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง  เมื่อคิดไม่ตกก็หนีปัญหาด้วยการชวนเพื่อนเที่ยว  จุดหมายปลายทางอยู่ที่ชุมพร  แต่เนื่องจากพวกเรามาจากหลายพื้้นที่จึงนัดเจอกันที่สวนโมกข์   ฉันตั้งใจจะมานอนค้างที่วัดสักคืนแล้วจึงเดินทางต่อไป  หลังสวดมนต์เย็นได้ฟังเทปบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส  ไม่น่าเชื่อว่าทุกข์ที่แบกไว้เนินนานจะได้รับการคลี่คลายในเวลาไม่กี่นาที  ท่านสอนถึงการทำความดีอย่างถูกต้องนั้นจะต้องไม่หวังผลตอบแทน  ไม่คาดหวังว่าจะมีคนเห็นหรือมีใครสรรเสริญชื่นชมหรือไม่   เพราะหากเราคาดหวังเช่นนั้นก็จะเป็นการทำเพื่อตัวเอง  เพื่อพอกพูนตัวกูของกู  ใช่เลยที่ฉันแบกความทุกข์มาตลอดก็เพราะลึกๆแล้วคาดหวังที่จะให้ใครๆเห็นคุณค่าและยอมรับในตัวฉันนั้นเอง  ทั้งๆที่มาที่นี่เพื่อหนีปัญหาแต่กลับพบแสงสว่างทำให้เกิดปัญญา  ในครั้งนี้ฉันเริ่มเห็นว่าที่นี่มีขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ช่วยดับทุกข์ในใจ</p>
<p>ไม่กี่ปีที่ผ่านมา  ฉันใช้เวลาห้าวันที่สวนโมกข์เพื่อร่วมอบรมภาวนา  เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับใจตัวเอง   การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบร่มรื่นเอื้อต่อการเจริญสติอย่างยิ่ง  ฉันรู้สึกได้ว่า  สวนโมกข์เป็นสถานที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ  ต้นไม้ทุกต้น  หินทุกก้อน  ล้วนสอนธรรมะ  เป็นธรรมะในธรรมชาติ  จิตวิญญานแห่งท่านพุทธทาสผู้ก่อตั้งสวนโมกข์ได้ทำให้สถานที่แห่งนี้อุดมไปด้วยพลังทางปัญญาและพุทธะ  ที่ให้แสงสว่างทางปัญญาและปลุกให้ผู้คนตื่นจากชีวิตที่หลับไหล  และนับเป็นความโชคดีของฉันที่ได้มีโอกาสรู้จักสวนโมกข์  แม้จะไม่สามารถเดินไปถึงความหลุดพ้น  เพียงแค่เห็นแสงนำทางฉันก็อบอุ่นใจ  หลังการอบรมฉันกลับบ้านพร้อมเมล็ดพันธุ์ของต้นโมกข์</p>
<p>เมื่อวันเวลาร่วงเลยไป  ฉันลองหลับตามองลึกลงไปในใจเพื่อค้นหาสวนโมกข์ที่อยู่ภายในใจ  เพียรพยายามมองหาเท่าไรก็ไม่เห็นมี  จนฉันเริ่มเหนื่อยล้าและทดท้อ  จึงนั่งพักใต้ไม้พุ่มต้นหนึ่งที่พอมีร่มเงาให้หลบแสงแดดได้บ้าง  มองไปรอบๆก็เห็นต้นไม้เล็กๆและไม้ดอกเพียงไม่กี่ต้น  ยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นเคยคล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน  นิ่งนึกสักพักก็จำได้ว่านี่เป็นต้นโมกข์ที่เคยนำเมล็ดมาเพาะไว้ในสวนหย่อมนั่นเอง  เดิมที่ฉันปล่อยพื้นที่แห่งนี้ให้รกร้างว่างเปล่า  พื้นดินแห้งแล้งจนไม่มีต้นไม้ชนิดใดที่จะสามารถเติบโตได้  มีเพียงวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด  นอกจากฉันจะไม่เคยใส่ใจดูแล  โดยไม่รู้ตัวฉันยังขนเอาขยะมากมายมาทิ้งจนเกิดมลพิษ  จนวันหนึ่งใจฉันก็ป่วยไข้  เต็มไปด้วยทุกข์ที่ไม่ว่าจะหนีเท่าไรก็ไม่พ้น  รักษาเท่าไรก็ไม่หายขาด  เมื่อได้คิดทบทวนก็เห็นว่าตั้งแต่เล็กจนโต  ทั้งครอบครัว  โรงเรียน  เพื่อนพ้อง  และการงานแม้จะบอกให้ฉันเป็นคนดี  แต่กลับส่งเสริมและผลักดันให้ฉันเชื่อว่าการจะมีอนาคตที่รุ่งเรืองและมั่นคงนั้นฉันจะต้องเป็นคนเก่ง  ต้องเอาชนะทั้งตัวเองและคนอื่นๆ  ต้องไม่ยอมแพ้หรือแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น  ต้องพัฒนาความสามารถอยู่เสมอ  ต้องมีผลงานเป็นที่ยอมรับ   ชีวิตที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็นที่พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ  ตัวตนใหญ่ขึ้นแต่จิตใจแห้งแล้งและเล็กลง ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือทุกข์หรือสุขที่แท้จริง </p>
<p>สวนโมกขพลารามนับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้ให้พลังทางปัญญาแก่ฉัน  ให้ฉันเห็นว่าการไปถึงหมุดหมายแห่งชีวิตจำเป็นต้องมีทั้งสติ ปัญญาและศรัทธา  ดังนั้นในทุกก้าวของชีวิตที่ออกเดินด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา  ฉันจะรู้สึกว่าได้กลับมาดูแลและฟื้นฟูจิตใจที่เคยแห้งแล้งให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง  ฉันค่อยๆเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ปัญญาและศรัทธาลงในใจ  ในวันนี้มันยังเป็นเพียงต้นไม้เล็กในสวนหย่อมที่พอจะให้ร่มเงาหลบแดดฝนได้บ้าง  แต่กลับมีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้สอนให้ฉันได้ตระหนักว่า  หากฉันเพียรพยายามดำเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกต้อง  สักวันหนึ่งต้นไม้น้อยๆจะค่อยๆเติบโตและขยายพื้นที่กว้างขึ้น  จนกลายเป็นสวนป่าที่ร่มรื่นเป็นที่พักพิงของฉันและเอื้อประโยชน์ต่อสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมสังคมและโลกใบเดียวกัน  ถึงวันนั้นฉันคงจะบอกได้เต็มปากว่า  ฉันมีสวนโมกข์ที่กลางใจ</p>
<p>*ขอบคุณภาพจาก www.panoramio.com'