14739

 

 

7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สอง)

บ่อยครั้งที่เราคิดว่า เวลามีไม่พอ หรือ ความสามารถมีไม่พอ แต่สิ่งที่จำกัดเราจริงๆ ก็มิใช่เวลาหรือความสามารถแต่เป็นความคิดเหล่านี้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่มีเวลามากกว่าเรา ต่อให้เป็นยาจกหรือเศรษฐี และก็ไม่มีใครสามารถมากไปกว่าเรา มีเพียงแต่ผู้ที่ฝึกฝนมากในด้านใดมากกว่าเราเท่านั้น
.
การที่เราจำกัดตัวเองอยู่ด้วยความคิดและการใช้ชีวิตนั้น ส่งผลให้เราฝันกลางวันถึงความอยากได้ อยากเป็น และกลุ้มกังวลใจ มิว่าฝันกลางวันในความคิดหรือด้วยการอยู่อย่างไร้จุดหมาย เพราะการที่เราจำกัดตัวเองไว้นั้นก็ทำให้ใจเรามีรูรั่ว รู้สึกดีไม่พอหรือมีไม่พอ ด้วยเราไม่อาจนำศักยภาพในตัวเราออกมาใช้ได้เต็มที่และตกร่องเดิมๆ ของตนอย่างเหนื่อยหน่าย
.
ชีวิตมิเคยกักขังใครไว้เลย มีแต่เราเองที่ขังตนไว้ ใครเล่าจะปลดพันธนาการให้เราได้ หากเราไม่ก้าวออกอย่างเห็นคุณค่าในชีวิต ด้วยตนเอง
.
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำให้เราเลิกฝันกลางวัน หรือเลิกใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยแล้วผลักดันตนเองสู่สิ่งที่ควรค่า โดยต่อเนื่องจากตอนที่ผ่านมาอีก 2 ข้อ หากผู้อ่านคนใดมีความคิดเห็นหรือคำแนะนำอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนบอกได้ที่ช่องความคิดเห็น
.
4 เรามีชีวิตอยู่ได้เพียงวันนี้เท่านั้น : เมื่อปล่อยวันเวลาให้ล่วงเลย ชีวิตก็เลื่อนลอย แล้วความสามารถหรือโอกาสที่มีก็ร่วงโรย สาเหตุหนึ่งคือการไม่ตระหนักเราทุกคนมีเวลาเท่ากัน คือมีวันนี้เท่านั้น
.
เพราะเมื่อวานนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว วันพรุ่งก็ยังมาไม่ถึง ทุกคนมีเวลาอันมีค่าแค่เวลาเดียว คือตอนนี้ในวันนี้
.
เราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว สุขหรือทุกข์ เลื่อนลอยหรือรุ่งโรจน์ มิได้อยู่ที่เราเคยทำอะไรหรือเป็นอะไรมาก่อน มิใช่มีหรือไม่มีความสามารถหรือขาดโอกาส อยู่ที่เพียงว่าเราทำอะไรในตอนนี้และวันนี้
.
มิว่าเราฝันกลางวันมากน้อยเท่าใดหรือไม่เคย หากใช้ชีวิตอย่างไม่รู้ค่าของปัจจุบันแล้ว ชีวิตเรานั้นก็ฝันกลางวันดีๆ นั่นเอง ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงและทำสิ่งที่ควรทำ
.
หากเราปรารถนามีเวลามากพอสำหรับการทำสิ่งที่มีคุณค่า เราควรเริ่มต้นจากการเห็นคุณค่าในตอนนี้และวันนี้ มิใช่รออนาคตอันยังเป็นความฝันอยู่ เมื่อใดที่เราอยู่กับปัจจุบันได้อย่างจริงแท้ เมื่อนั้นเรากำลังร่ำรวยเวลา ขอให้นึกดูถึงช่วงเวลาที่เราต้องนั่งสมาธิหรือภาวนา หรือกระทั่งว่าทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เราจะรู้สึกว่าเวลามันช่างนานมาก เพราะขณะนั้นเองเรากำลังอยู่กับปัจจุบัน เราจะรู้ว่าเวลามันไหลไปอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงนั้นเวลาก็ย่างก้าวเท้าเดิม
.
ตอนที่มีความสุขหรือทำสิ่งที่อยากทำ ใจมันหลงไหลอิ่มไปกับสิ่งนั้นจนละเลยปัจจุบันขณะ มันก็รู้สึกว่าเวลาช่างน้อยและผ่านไปไว แค่เราละเมอไม่อยู่กับปัจจุบันเต็มที่ เวลาเลยเหมือนหายไป เช่นกันกับวันๆ ใดที่เรารู้สึกว่าเวลาช่างไปเร็วรี่ ทำงานทำสิ่งต่างๆ เผลอแปปเดียวก็จะหมดวันเสียแล้ว เพราะเราเองยังใช้เวลาในปัจจุบันไม่ได้เต็มเปี่ยม และเวลาก็ไม่เคยรอใคร
.
ยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น จะว่ามากก็มากจะว่าน้อยก็น้อย ชีวิตคนเรามองแง่หนึ่งก็แสนสั้นนัก หากเราไม่เห็นค่าของวันเวลาที่เหลืออยู่ เผลอแปปเดียวชีวิตก็จบสิ้นแล้ว หรือสิ่งที่มีสูญเสียไปแล้ว
.
หมั่นเตือนตนเองถึงเวลาชีวิตคนเราที่ไม่แน่นอน และหยุดคิดว่าไม่มีเวลา ตอนนั้นเรากำลังตื่นจากฝันกลางวันชีวิต ลงมือทำให้ทุกวันดั่งว่าเป็นวันสุดท้าย เพราะเลยวันนี้ไปก็ไม่มีวันนี้ซ้ำอีกแล้ว เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่เรารักและสิ่งที่รักจะอยู่กับเราอีกมากเท่าใด หากเรายังไปให้ค่ากับสิ่งที่ไม่ควรค่าจนฆ่าเวลาที่มีหมดสิ้นเสียแล้ว วันหนึ่งข้างหน้าเราก็ได้แต่เสียดาย
.
การระลึกถึงความตายและการสูญเสียซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ เป็นอนุสติเตือนใจเราไม่ให้ประมาท ทั้งต่อเวลาชีวิต ต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ลองพิจารณาถึงความตายและความไม่แน่นอนเหล่านี้ แล้วเราเองจะคิดชัดมากขึ้นว่าสิ่งใดที่ตัดได้ สิ่งสำคัญ และสิ่งใดที่ควรทำ
.
5 คิดน้อยแต่ทำมาก : แต่ละวันเราแทบไม่อาจนับว่าคิดไปมากน้อยกี่เรื่อง คิดฟุ้งซ่านในสิ่งที่ไร้ประโยชน์เพียงใด และคิดในทางที่มีประโยชน์มากเท่าใด แต่คนโดยมากแล้วมักคิดเยอะเกินจำเป็น ฟุ้งซ่านถึงสิ่งอันไม่ควรคิดมากมาย เราจะเรียกการฟุ้งซ่านนี้ว่าเป็นการฝันกลางวันแบบหนึ่งก็ได้ เราคิดโน่นคิดนี่เยอะแยะและบ่อยครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าคิดด้วยซ้ำ
.
เราปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านไปทีละเสี้ยววินาที วันๆหนึ่งเราก็เสียเวลาไปมากมายแล้ว จะโทษชีวิตไม่มีเวลาก็ต้องโทษที่การฟุ้งซ่านด้วย
.
คิดเยอะจนบางทีเราก็คิดไปเองว่า คนเราไม่สามารถหยุดคิดได้ นั่นมิใช่ความจริง มิเช่นนั้นเราคงไม่ได้ทำอะไรนอกจากนอนคิดไปเรื่อย จิตเป็นสิ่งที่สามารถฝึกได้ ฝึกให้คิดน้อยและคิดในทางที่เป็นประโยชน์ได้ เริ่มจากมีสติและฝึกสติ รู้จักหักห้ามใจ
.
อีกทางหนึ่งที่ง่ายและช่วยให้เราก้าวข้ามจากการฝันกลางวัน นั่นคือ การลงมือทำให้มาก
.
เราเสียเวลาไปกับการคิดเตรียมการณ์ คิดกังวล คิดอยาก และสารพัดอย่าง แต่สิ่งเหล่านั้นจะยังมิใช่ความจริง จนกว่าเราจะลงมือทำให้รู้กันไป การลงมือทำช่วยให้เราก้าวข้ามจากความคิด อยู่กับความจริง และช่วยให้มีสติขึ้นเพราะได้ลงแรงและอยู่กับความจริงอย่างที่เป็น
.
ดังนั้นแล้วการจะฝันกลางวันอย่างไร้สาระหรือไม่สอดคล้องกับตนเองก็จะหายไปเอง เมื่อเราให้เวลาได้ลงมือทำสิ่งต่างๆ มากเพียงพอ
.
เราอาจกลัวไปก่อนว่าเราจะทำไม่ได้หรือจะดีไหม แต่นั่นก็ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ จนกว่าเราจะลงมือทำอย่างถึงที่สุดแล้ว ยิ่งเรามัวแต่ใช้ชีวิตไปกับการคิดมากเท่าใด เราก็ยิ่งขังตัวเองไว้ในความคิดเท่านั้น คนเราก้าวด้วยหัวไม่ได้ ก็ต้องก้าวด้วยขาเท่านั้น คือ มีแต่การลงมือทำที่ช่วยให้เราก้าวหน้า
.
ทุกๆ คนต่างมีเมล็ดพันธ์ุในตัวเองที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย แต่เราจะไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่รู้จักริลอง เหมือนกับที่เราเองก็อาจไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในดินจะงอกงามขึ้นมาอย่างไร หากเราไม่รดน้ำลงหล่อเลี้ยง ศักยภาพในตัวเราทุกคนได้รับการหล่อเลี้ยง เมื่อเห็นค่าและนำออกมาใช้
.
ความล้มเหลวอาจน่ากลัว แต่การที่ต้องปล่อยให้โอกาสและชีวิตล่วงเลยไปอย่างไม่หวนคืนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า การล้มลงและรู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้จากการลงมือทำ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้จักตนเอง และได้ฝึกฝน แต่การกลัวหรือคิดเยอะเสียจนไม่ได้ทำ มิได้ทำให้เราเห็นอะไรเลยนอกจากฝันกลางวันของความฟุ้งซ่าน
.
เราจะนอนหลับคืนใดได้อย่างสงบ ก็ด้วยวันนั้นทั้งวันเราทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรที่คาใจอีก เราจะอยู่อย่างไม่ต้องกังวลกับวันหน้าได้ เมื่อเราทำวันนี้อย่างสุดสามารถ
.
อนุรักษ์ ครูโอเล่
คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต
“ เนื่องในโอกาสนี้ก็ขอสวัสดีวันสงกรานต์และขอให้หัวใจทุกดวงที่ได้อ่านความหมายใช้วันเวลาชีวิตอย่างสดชื่นและตื่นจากการหลับไหล ขอให้ดวงตาทุกดวงที่อ่าน มีสติและเห็นสิ่งที่ดีอยู่รอบตัวเสมอไป ”
.

(ตอนแรก) www.dhammaliterary.org/วิธีเลิกฝันกลางวัน1/
(ตอนที่สาม) www.dhammaliterary.org/วิธีเลิกฝันกลางวัน3/

ติดตามหลักสูตรการอบรมของสถาบัน ได้ที่
www.dhammaliterary.org