รวมบางบทเรียน “เขียนภาวนา:กึ่งออนไลน์”
กันยายน ๒๕๕๙ สถาบันธรรมวรรณศิลป์

ครูคะ ขวัญได้อ่านบันทึกของคนอื่นแล้ว ได้เห็นว่าทุกคนต่างมีทุกข์และกําลังหาทางพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น เห็นความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ ในคนอื่น ทําให้เห็นความเข้มแข็ง และ ความกล้าหาญในตัวเองด้วยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะครู

___

ฉันไม่จำเป็นต้องยึด ฉันสามารถ ครั้งที่2

ฉันไม่จำเป็นต้องยึดในแบรนด์กระเป๋า นาฬิกา รองเท้า เสื้อผ้า ที่ฉันคิดว่าทำให้ฉันดูดี มีคุณค่า ไม่รู้สึกต้อยตํ่า ฉันสามารถรู้สึกมีคุณค่าได้เมื่อฉันหิ้วกระเป๋าที่ฉันชอบโดยไม่ต้องมีแบรนด์ ฉันสามารถใส่นาฬิกาที่ฉันชอบโดยที่ไม่ต้องมีแบรนด์ ฉันสามารถซื้อในเวลาที่ฉันจำเป็นต้องใช้เท่านั้น ฉันสามารถเห็นในเวลาที่ฉันอยากซื้ออยากได้ในเวลาที่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ ฉันสามารถให้กระเป๋า นาฬิกา รองเท้า ที่เกินความจำเป็นแก่คนที่จำเป็นกว่าฉัน ฉันสามารถขายกระเป๋า นาฬิกา ที่เกินความจำเป็น เพื่อนําเงินมาจุนเจือ เพื่อความภาคภูมิใจ ในการที่ฉันสามารถละ ลด เรื่องนี้ได้ ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่มีแบรนด์

ฉันไม่จำเป็นต้องยึดในแบรนด์ที่คนอื่นใส่ ฉันไม่จำเป็นต้องใส่ใจมองหาว่าคนอื่นใส่แบรนด์อะไร ของจริงหรือของปลอม ฉันไม่จำเป็นต้องคอยเปรียบเทียบว่าแบรนด์ที่ฉันใส่ดีกว่าหรือด้อยกว่าเค้า ฉันไม่จำเป็นต้องตัดสินคนจากแบรนด์ที่เค้าใส่ ฉันสามารถมองเห็นคนอื่นจากความดีงาม บุคลิคภาพ การพูดจา มารยาท โดยไม่ตัดสินฐานะ ไม่ตัดสินถูกผิดดีเลว ฉันสามารถมองเห็นผู้คนอย่างที่เค้าเป็น ฉันสามารถมองเห็นผู้คนตามความเป็นจริง ฉันสามารถมองเห็นผู้คนว่าทุกสิ่งก้อเป็นเช่นนั้นเอง

ระหว่างเขียนรู้สึกราบรื่น ไม่ติดขัดเรื่องนี้เหมือนเมื่อวาน รู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างเกี่ยวโยงเชื่อมถึงกัน รู้สึกโอเคกับตัวเอง

เขียนเสร็จสบายใจ โปร่ง โล่ง รู้สึกตัวเองไปถึงจุดนึงซึ่งไม่รู้คืออะไรแต่ไม่ใช่จุดเดิม รู้สึกขอบคุณตัวเองที่เขียนเรื่องนี้ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ลงครอสนี้โดยไม่ลังเลสงสัยทั้งๆที่ไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรียนแบบนี้ สุดท้ายขอบคุณครูที่บ่มเพาะนักเรียนที่ไม่เคยแม้แต่จะเจอกันคนนี้ และนักเรียนคนอื่นๆผู้ร่วมทาง ผู้ค้นหาตัวเองและทางพ้นทุกข์ หัวใจครูช่างงดงาม รู้สึกได้ถึงความงดงามนั้น

___
ในระหว่างที่เขียนนั้นเห็นชัดเจนถึงการปรุงแต่ง เห็นชัดถึงอํานาจแห่งใจ และอํานาจแห่งความคิด มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เราอยู่กับมันจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เริ่มกลัวค่ะครู ต้องทํายังไงต่อไปคะ

ในระหว่างที่เขียนนั้นปลอดโปร่ง สบาย เห็นการปรุงแต่งที่นอกเหนือจากการมองเห็นเป็นระยะๆ มองเห็น ปรุง มองเห็น ปรุง สลับไปมา เห็นว่าเรามองเรื่องอื่นๆก่อนมองเรื่องตัวเอง ตัดสินเรื่องอื่นมากกว่าตัดสินตัวเอง
___

ระหว่างเขียนรู้สึกเป็นห่วงน้อยกว่าที่เป็นห่วงจริงๆ รู้สึกไม่ผูกพันไม่เหน็ดเหนื่อยเหมือนกับที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง รู้สึกไม่มีอะไรจะเขียนไม่เหมือนกับเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นจริงๆซึ่งมีมากมาย

เขียนจบรู้สึก เขียนสั้นอีกแล้ว แต่ก้อแค่นั้นจริงเหตุการ์ณมันมีแค่นั้นจริงๆ นอกนั้นคือเราปรุง เราเอาตัวเอาใจเข้าไปพันไปผูก รู้สึกการมีอะไร เป็นอะไรกับใคร มันคือความทุกข์จริงๆ
ขวัญ

 

************
**********
************

 

ความว่างในบันทึกคือการที่เราเห็นว่าทุกสิ่งมันไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนได้ ตัวเราเองและทุกอย่างในโลกย่อมแปรเปลี่ยนไป สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรเป็นของเราได้ตลอดเวลา บังคับไม่ได้ ยึดอะไรว่าจะเที่ยงคงทน เป็นของเราตลอดไปไม่ได้เลย พอไม่มีอะไรที่ยึดได้ มันเลยว่างจากการถูกยึด ใช่ไหมค่ะ
เมื่อเราไม่สามารถไปยึดว่าอะไรคือเรา คือเขา คือสิ่งนั้น สิ่งนี้ ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นของเราตลอดไป

___

ส่งกิจกรรมอยากไม่เป็นค่ะ
กิจกรรมนี้ทำเจี๊ยบเสียน้ำตาไปเยอะมากค่ะครู ถ้าไม่ใช่ครู เจี๊ยบไม่กล้าส่งบันทึกให้อ่านนะคะครู ยกให้หนึ่งคนในโลกนี้ที่กล้าให้อ่าน บอกตรงๆ ค่ะว่าอายมากค่ะ 555 กลัวดูไม่ดีอย่างที่ครูบอก แต่ยังไงก็ถือว่าตัดสินใจจะทำก็ทำให้เต็มที่ค่ะ

ตอนนึกภาพและสิ่งต่างๆที่ไม่อยากเป็น ภาพขึ้นมาเยอะมากเลยค่ะ เป็นคนที่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบทั้งนั้น แม้บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ตัวเองทำด้วย
พอเขียนฉันไม่อยากเป็น เขียนไปเขียนมาเริ่มเอะใจว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นและเคยเป็นทั้งนั้นเลยนี่นา
และตอนเขียนบันทึกทบทวน ร้องไห้หนักมากค่ะครู เวลาส่วนใหญ่เสียไปกับการร้องไห้นะคะครู 555 เพิ่งมาเลิกร้องตอนเขียนว่าเพราะยึดมั่นตัวตนมากเกินไป

ตอนนี้รู้สึกโล่งระดับหนึ่งแล้วค่ะ รู้สึกว่าต้องรักตัวเองให้มากๆ เราเป็นคนเดียวในโลกนี้ทีจะบอกตัวเองได้ว่าเราต้องการอะไรอย่างแท้จริง เป็นคนเดียวที่สามารถปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการทั้งปวงในใจตนได้ หันกลับมารัก ใส่ใจ ดูแลใจหัวใจตัวเองให้มากขึ้น เติมตัวเองให้เต็ม ปลดปล่อยตัวเองจากความกลัวในใจ พอกล้าที่มองความจริง หลายอย่างก็ดูง่ายขึ้นนะคะครู
___

รู้สึกว่ากล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นโดยไม่กดดันหรือโทษตัวเองเหมือนที่ผ่านมา
เรารู้สึกว่าเรามีค่าควรแก่การได้รับความรัก ความหวังดี การปฏิบัติ และการพูดจาต่อตนเองที่ดีเหมือนกัน เราก็มีสิทธิเท่าเทียมผู้อื่นที่จะได้รับการเคารพ ไว้วางใจ ความนับถือต่อตนเองเหมือนที่เราได้มอบให้กับบุคคลที่เราเคารพเหมือนกัน เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับเหมือนกัน
เรามีค่าคู่ควรที่จะได้รับความสุข สิ่งดีงามเช่นกัน
ตอนแรกที่อ่านเมลล์ครูว่าสิ่งที่บันทึกในอยากไม่เป็นไม่น่าอายตอนแรกไม่เข้าใจค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันน่าอายมาก น่าเสียหน้ามากถ้าจะให้ใครรู้ หลังทำกิจกรรมกลับไปอ่านรู้สึกว่าเฉยๆ ค่ะ รู้สึกว่าถึงเราจะเป็นมั่งไม่เป็นมั่งแบบในบันทึก แต่เราไม่ชั่วร้ายขนาดนั้น เราอยากจะไม่เป็นสิ่งเหล่านี้เพราะเรามีความปรารถนาดีต่อตนเองที่จะบอกตัวเองให้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน เพราะความไม่อยาก อย่างน้อยก็เป็นแรงผลักดันให้เราอยากฝึกฝน ขัดเกลาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ เหมือนสิ่งที่คอยเตือนตัวเองไม่ให้ทำผิด ถลำลึกไปในสิ่งที่ไม่อยากเป็น
ทำกิจกรรมนี้แล้วจิตสงบมากขึ้นเยอะค่ะครู

___
ช่วงการเขียนบันทึกเขียนไปตามสิ่งที่เห็น แรกๆ ก็เขียนได้เรื่อยๆ ใจพยายามเขียน พิจารณาโดยไม่เอาความรู้สึกใส่ลงไป แต่หลังๆเริ่มมีความคิด ความเห็น อารมณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น เริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้มองแต่ละอย่างตามที่มันเป็นอย่างเดียว เรามองโดยใช้ความเห็น ความรู้สึกและอารมณ์ต่อสิ่งที่เราเห็นเสมอ เรายังไม่ทันเห็นว่าสิ่งนั้นแท้จริงแล้วมีลักษณะอย่างไรตามที่มันเป็น แต่เราเห็นความรู้สึกตัวเองต่อสิ่งนั้นๆ ที่ขึ้นมาก่อนจะรับรู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร
ทบทวนดูแล้ว ทุกอย่างเราพบเห็นเป็นประจำทุกวัน เราใช้ความทรงจำที่สัมพันธ์กับลักษณะที่เห็นแล้วตีความออกมาเป็นอารมณ์ต่อคน สัตว์และสิ่งของเหล่านั้นเรียบร้อยแล้วก่อนที่เราจะมองตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เราเพิ่งเห็นตรงหน้าตอนนี้จริงๆ แล้วเป็นยังไง เราไม่เคยได้ใช้ตาเรามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง เราใช้ความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ตีความสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าจะใช้ตามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง
พอได้ทบทวนแล้วรู้สึกว่าจริงๆ เราควรจะมองให้เห็นอย่างที่มันเป็นโดยละทิ้งอคติใดๆ ออกไปจากใจ เห็นอย่างที่มันเป็น
___

กิจกรรมฟังทำเมื่อคืนค่ะ วันนี้ก็เลยลองสังเกตในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างรอบตัว ทุกคนรอบข้าง คนที่พบเห็น ทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนั้น เราก็เป็นอย่างนั้น เสียงได้ยินผ่านหู ภาพได้เห็นผ่านตา มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราเลือกหงุดหงิด เราเลือกยิ้ม เราเลือกหัวเราะ เราเลือกตอบสนองต่อสิ่งที่ที่ผ่านเข้ามาได้ ภาพที่เห็นก็เป็นอย่างนั้น เสียงที่ได้ยินก็เป็นอย่างนั้น อยู่ที่ใจเราจะเลือกตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นยังไง ในเมื่อเราก็รู้แล้วว่าไม่ว่าเราจะตอบสนองยังไง โลกก็ยังหมุนไปอย่างนั้น งั้นมันก็เสียเวลาเปล่าที่จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด อยากให้คนรอบข้างแม้กระทั่งตัวเราเองได้ดั่งใจ สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ยังดำเนินไป

มีบางอย่างข้างในที่เปลี่ยนไป

___

ทำให้การนั่งสมาธิก่อนทำกิจกรรมนั้นรู้หัวโล่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนค่ะ ใจก็สบาย
เห็นทันความคิดเกิดดับลง เป็นครั้งแรกที่เห็นทันความคิดเกิดดับ เหมือนมันช้าลงค่ะครู
อาการแน่นหน้าอก และอาการรัดคอก็ไม่มีอีกแล้วค่ะ ในชีวิตประจำวันก็ไม่มีแล้วด้วยค่ะ
ยังคงเหลืออาการเหมือนอะไรกดทับบริเวณไหปลาร้าถึงกลางอกเท่านั้น แต่ไม่รุนแรงค่ะ
(ทำให้เผลอคิดไปว่า ใช้วิธีที่ครูแนะนำแบบตอนอาการรัดคออีกน่าจะดีค่ะ 555)

ตอนเขียนอธิบายลักษณะสิ่งที่เห็นนั้น ไม่มีการฝืนลมหายใจอย่างที่เคย
เขียนตามลมหายใจ เขียนไปตามหน้าที่ เห็นอย่างไร สัมผัสเป็นอย่างไร เขียนไปตามนั้น
วันนี้น้ำในขวดสอนอย่างหนึ่งค่ะ
น้ำเค้ามีประโยชน์ต่อโลกใบนี้มาก
แต่โดยธรรมชาติ เค้าไม่ยึดว่าตัวเองว่าต้องมีรูปร่างแบบไหน เค้าไหลไปตามรูปร่างของทุกอย่าง
ปรับระดับตัวเค้าเองให้สมดุลกับทุกที่ที่เค้าอยู่ เค้าจึงอยู่ได้ทุกที่อย่างสบาย
ใจเราน่าจะเป็นอย่างน้ำได้ อิสระจากทุกสิ่ง ไม่ยึดไม่เกาะไม่เกี่ยว
ไม่ว่าจะถูกแรงกะเพื่อมยังไง น้ำก็จะปรับตัวเองเข้าสู่สมดุลตามธรรมชาติทันทีโดยไม่ยึดติดกับแรงกะเพื่อมใดๆ

ขอบคุณทุกกิจกรรมและคำถามชี้ทางจากครูที่มีให้เสมอค่ะ ทำให้ได้ทบทวนขัดเกลาตัวเองในทุกๆ วัน
___

สรุปบทเรียนและสิ่งที่ได้จากการเขียนภาวนาค่ะ

ครั้งนี้เรียนคอร์สกึ่งออนไลน์ครั้งที่สองต่อจากคอร์สพลังแห่งจิตกึ่งออนไลน์ โดยความรู้สึกคอร์สนี้ค่อนข้างเข้มข้น เพราะการเป็นการฝึกให้ได้หันกลับมามองตนเอง และสิ่งภายนอกอย่างที่เป็น ไม่ใช่อย่างที่ใจเราอยากให้เป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ชินและเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะการที่ได้มองตามความเป็นจริง ยอมรับ นำมาซึ่งการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสม
การเขียนภาวนาสอนอะไรเราบ้าง
สอนให้เราได้มีสติ สมาธิอยู่กับลมหายใจและกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า สอนให้เรารู้หน้าที่จากการเขียนเมื่อลมหายใจออก และหยุดพักเมื่อลมหายใจเข้า ทำให้เรารู้จักที่รอได้ และลงมือทำในเวลาที่ต้องทำ
สอนให้เราปล่อยวางจากการยึดติดในสิ่งที่เราเคยชิน
สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน
สิ่งที่ได้ฝึก และเรียนรู้จากหัวข้อต่างๆ
ฝึกการมอง การฟังและสังเกตสิ่งที่ต่างๆ รอบๆ ตัวเราอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราคิดปรุงแต่งตลอดมา ฝึกตัวเองให้หยุดพักความคิดช่วงระยะหนึ่งแล้วรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราใช้ความคิด ประสบการณ์ปรุงแต่ง ตีความทุกสิ่งรอบตัวอย่าง ไม่ได้สังเกตอย่างถี่ถ้วน ไม่ได้เห็น ฟังตามความเป็นจริง ข้อนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ฝึกรับรู้หลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันอย่างที่เป็น
ฝึกการยอมรับ และรักตัวเองได้ในทุกอย่างที่เราเป็น ที่คนอื่นเป็น ไม่ยึดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างใจเรา เราถึงจะรักและยอมรับ แม้สิ่งที่เราไม่ชอบใจเราสามารถยอมรับและให้ความรักได้ แล้วพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมตามความเป็นจริง เป็นการเรียนรู้ความรู้สึกที่ดีแบบใหม่ที่เราไม่เคยสัมผัส คือการรักอย่างไม่ยึด
ทำให้เรากล้าเผชิญหน้ากับทุกอย่างทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้กระทั่งอดีตที่เราเพิกเฉยความรู้สึกตัวเอง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นๆ การได้ยอมรับและให้ความรักกับตัวเองในทุกขณะในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกเป็นอิสระจากความคิดและความรู้สึกที่กักขังตัวเองเอาไว้มานานแสนนาน
ทำให้เราได้เรียนรู้กับตัวเองอย่างแท้จริงว่าไม่ยึด ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ดีอย่างไร

ขอบพระคุณค่ะ
เจี๊ยบ จิตรลดา
************
**********
************

 

 

สวัสดีครับ ครูโอเล่

ขอส่งบันทึกดวงตาลิขิต พร้อมสี่งที่ได้หลังทำบันทึกครับ
หลังจากทำบันทึกผมรู้สึกได้ค่อนข้างชัดเจนใน 2 เรื่องครับ

1. รู้สึกถึงความสงบในใจของตัวเองที่มีมากขึ้นเมื่อเขียนบันทึกไปได้สักครู่หนึ่ง
2. รับรู้ว่า ในหลายๆครั้ง ที่เรารับรู้สิ่งต่างๆที่เราเห็น มีโอกาสที่จะผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เห็นจากดวงตา เพราะการรับรู้จะมี อารมณ์ ความรู้สึก มุมมอง การแปลความ และอีกหลายๆ อย่างปนอยู่ด้วย

ขอครู โอเล่ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยครับ

ขอบคุณครับ
ซัมเมอร์

 

************
**********
************

 

การคิดเยอะมีปัญหาหรือทุกข์อย่างไร ต้องยอมรับว่าการคิดเยอะมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือมันปลอดภัยในหลายๆ ครั้ง เหมือนเราเตรียมไว้หมดแล้ว เป็นการอุดรูรั่วที่คิดว่าจะเป็นปัญหา ในขณะที่มีข้อดีมันก็มีข้อเสียเช่นกัน มันทำให้เราเหนื่อย เสียเวลา เพราะมันไม่ใช่คิดจากความเป็นจริง (เราไม่รู้ความเป็นจริงทั้งหมดในอนาคต เราจึงปรุงแต่ง และจินตนาการไปไกล) เมื่อมันไม่ได้เกิดขึ้นเราก็เสียเวลาไปแล้ว ย้อนเวลาก็ขำตัวเอง คิดแล้วไม่ได้ใช้ หรือพลาดโอกาสในบางสถานการณ์เพราะคิดแล้วกังวลจึงยังไม่ได้ลงมือทำ
อีกประเด็นคือความคิดที่ปรุงแต่งจากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งที่จากฟังมาหรือเจอมาในอดีต มันก็สามารถพาเราไปในทิศทางที่ผิด เพราะเหตุการณ์ใหม่อาจไม่ลงเอยแบบเก่าก็ได้ แต่เราเอาประสบการณ์เดิมมาใช้ หรือทำให้เสียความสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะเราคิดไปเอง เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด หรือทำให้เราเศร้าหมองได้

ติ๋ว
************
**********
************

 

ฉันได้ทำตามที่ตัวเองต้องการแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องฝืนเพื่อพยายามทำให้ทุกอย่างมันคงอยู่หรืออาจเรียกได้ว่าฉันกำลังยึดมันไว้ ทั้งที่ข้างในฉันไม่ต้องการ ที่ผ่านมาฉันไม่เคยฟังเสียงตัวเองหรือหันกลับมามองใส่ใจตัวเองเลย ฉันวิ่งออกไปหาสิ่งภายนอกและยึดมันไว้ตลอดมา แต่ทันทีที่ฉันปล่อยมันลง ฉันกลับมาอยู่กับตัวเอง กลับมาอยู่กับลมหายใจของฉัน โดยที่ไม่ต้องพยายามอะไร ฉันพบว่าตัวฉันเบาขึ้น หายใจที่ติดขัดนั้นเริ่มหายใจคล่องขึ้น ข้างในฉันมันร่าเริงดีใจนะ ถึงแม้ว่าฉันจะแอบกลัวอยู่ลึกๆ แต่ฉันก็กล้าหาญพอที่จะทำมัน นี่ละมั้งมันคงเป็นสารพัดอาการ ความรู้สึกที่อยู่ในตอนนี้

___

ลองนั่งทบทวนบันทึก มีประโยคหนึ่ง “ฉันน่ารักที่เป็นกันเอง คุณค่าแท้คือมั่นคง” อาจมองดูแปลก แต่สำหรับฉันมันจริง เมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกไม่มั่นคง กลัวบางอย่าง ฉันจะรู้สึกไม่เป็นตัวเอง บางทีรู้สึกแปลกแยก ไม่อยากสนทนากับใคร ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อต้องพบเจอสังคมใหม่ หรือว่าฉันเร่งรัดตัวเองเกินไป หรือฉันมองและเปรียบเทียบกับคนอื่นมากไป
ส่วนอีกประโยค “ฉันน่ารักที่ยื่นมือ คุณค่าแท้คือเชื่อใจ” ประโยคนี้ทำให้ฉันยืดอกได้อีกครั้งกับความกล้าหาญของฉัน ฉันได้ลงมือทำแล้ว
บันทึกทั้งหมดทำให้ฉันเห็นข้อดีในตัวเองมากขึ้นและทำให้ฉันเห็นคุณค่าแท้ของสิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น ความสงบในวันนี้ทำให้ฉันเห็นอะไรได้กระจ่างขึ้นโดยเฉพาะความรักจากผู้อื่นที่มอบให้ ความรัก ความปรารถนาดี ความเมตตา มันให้ความรู้สึกที่เบา คล้ายสายลมเอื่อย พัดผ่านตัว ไม่แรง ไม่หนัก หากแต่เย็นและสงบ

___

หลังจบจดหมายนั้น เรานั่งอ่านจดหมาย และสื่อสารผ่านเขา มีเสียงที่คุ้นเคยผ่านเข้ามาในหัว เขียนบันทึกนั้นด้วยมือซ้าย ความสงบเกิดขึ้นจากใครคนหนึ่งที่คุ้นเคย ไร้ความโกรธ ไร้ความเสียใจ เป็นความมั่นคง เยือกเย็น เขียนเพื่อบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับคุณงามความดีที่ทำให้กัน เราอย่ายึดติดในสิ่งไม่ดีนั้น อย่ากลัวอะไรไปก่อน ตั้งมั่นทำสิ่งดีๆเข้าไว้ สุดท้ายคือเขาให้อภัย

หลังบันทึก: ความเสียใจ ความทรมาน เสียงร้องไห้คลายลง มันดีขึ้น อาจไม่ได้โล่งใจในทันที แต่มันมีกระแสหรือพลังบางอย่างที่เราได้รับ มันเย็น สงบ มั่นคง แค่ตำว่า “ยายให้อภัย” มันก็ปิติข้างในแล้ว
ขอบคุณอาจารย์นะคะที่รับฟัง การสูญเสียครั้งนี้ ทำให้ได้อะไรกับตัวเรามากมาย เห็นประเด็นในเรื่องการรับฟังเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ เรามักเป็นคนช่างสอน ช่างบอก ช่างชี้แนะ โดยไม่รับฟังผู้อื่นเลยว่าจริงๆแล้วเขาต้องการอะไร เราเป็นคนที่มักฟังความข้างเดียว เราไม่ได้ฟังสิ่งที่ลึกลงไปข้างในหัวใจจริงๆของคนที่อยู่ตรงหน้า เรามักคาดหวังให้คนอื่นต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าเขาทำไม่ได้เราก็ตำหนิเขา ทั้งที่ในใจคนตรงหน้าอาจอยากบอกเราว่า เธอมาเป็นฉันดูมั้ย ความผิดพลาดครั้งนี้มาจากการฟังข้างเดียว แล้วก็ตำหนิและลงโทษอีกฝ่ายโดยที่ไม่ได้ถามเขาเลยว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
ในวันนี้เขาให้อภัยเราแล้ว ส่วนเราก็คงต้องให้อภัยตัวเราเองด้วยเช่นกัน
************
**********
************

 

การเขียนภาวนาสอนอะไรแก่เราและสิ่งสำคัญที่เราได้ฝึกและเรียนรู้มีอะไรบ้าง

การเขียนภาวนาสอนให้เรามีสติ รู้เท่าทันตนเอง ให้เราได้สื่อสารกับภายในตนเอง เห็นความกลัว เห็นอารมณ์ เห็นความหลง เห็นความยึดติดในตนเอง ผ่านการเขียน ผ่านตัวอักษร โดยใช้ลมหายใจช่วยนำพาให้ผ่อนคลาย สงบ ตระหนักรู้และเห็นบางอย่างในตนเองได้ชัดเจนขึ้น

สิ่งสำคัญที่ได้จากการฝึกนั่นคือ
ละวางความทุกข์ เลิกยึดติดในความสุข ใช้ชีวิตตามลมหายใจ ผ่อนคลาย หายใจเข้า รู้ หายใจออก วาง เป็นไปตามธรรมชาติ ลื่นไหล ไม่ฉวยหยิบจับ ทั้งสุขและทุกข์มาเป็นของตน

ขอบคุณอาจารย์ที่ให้คำแนะนำในการเรียนเขียนครั้งนี้ ได้ความรู้ ได้เยียวยา ได้ฝึกตัวเอง ขอบคุณที่อาจารย์ใส่ใจกับนักเรียนทุกขั้นตอน คงใช้พลังงานมากพอสมควร อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ ^^
น้อท
************
**********
************

 

ฉันอยากมีสุขภาพแข็งแรง
ฉันค้นหาวิธีลดน้ำหนัก

ฉันค้นหาวิธีควบคุมอาหาร
ฉันสามารถเริ่มกินขนม กินหวานน้อยลง
กินผัก ผลไม้ด้วย

ฉันค้นหาวิธีออกกำลังกาย
ฉันสามารถเริ่มแกว่งแขน ยืดเหยียดเอวที่บ้าน

ฉันค้นหาวิธีการเขียนหนังสือ
ฉันสามารถเริ่มต้นเขียนบันทึก

ฉันค้นหาวิธีวาดรูปประกอบเรื่อง
ฉันสามารถเริ่มวาดรูปเล่น

ฉันค้นหาวิธีฝึกลูกเก่งภาษาอังกฤษ
ฉันสามารถเริ่มหาแบบฝึกหัดให้ลูกฝึกทำ

สิ่งที่ได้เรียนรู้

รู้สึกว่ามีสิ่งที่เริ่มทำได้ทันทีหลายอย่าง
เอาเข้าจริง คือ การทำต่อเนื่องทุกวัน
ที่ผ่านมา ฉันคิดว่าฉันยังรู้ไม่มากพอ
เขียนแล้วไม่กล้าโพส กลัวประเด็นไม่ชัดเจน
บางครั้งคิดจะขียน กลับเค้นไม่ออก

เรื่องการลดน้ำหนัก มุ่งมั่นทำจริงสักที

เรื่องการฝึกลูกทบทวนหนังสือเรียนทุกวัน
แทนการเร่งรีบอ่านก่อนสอบ

สะท้อนเรื่องวินัย และการลงมือทำอย่าง
ต่อเนื่องค่ะ

___

ขณะบันทึก ตั้งเวลาไว้ 15 นาที
ยินเสียงในหัวบอกตัวเอง เขียนสิ่งนี้ออกมา
หายใจเข้าออกล่วงหน้าไปบ้าง ปล่อยไหลไป
เขียนทีละท่อน ทีละกลุ่มคำตามลมหายใจออก
ทันบ้าง อึดอัดบ้าง บอกตัวเองให้ผ่อนคลาย
เขียนตามความรู้สึก

(เขียนบันทึกตามที่แนบมานี้ค่ะ)
สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังบันทึก

กวีบทนี้สะท้อนให้สำรวมกายใจ พินิจพิเคราะห์
การใช้ชีวิตด้วยความระวังตัว รอบคอบ เปรียบกับการเดินข้ามธารน้ำแข็งในฤดูหนาว
ชีวิตคือการเดินทาง เรียนรู้เหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว
ดูแลใจให้สงบนิ่ง เหมือนน้ำใส
ชีวิตคือการเคลื่อนไปข้างหน้า
ฉันควรลงมือทำสักที ตัดสินใจรอบคอบแล้ว
ไม่ละล้าละลัง ทำเพื่อก้าวต่อไป

___

ขอบคุณมากค่ะ คำตอบของครูช่วยสะท้อน
มุมมองให้ฉันเข้าใจตัวเอง สิ่งที่รบกวนจิตใจ
คือ ความกลัวล้มเหลว

ก่อนฝึก
หายใจเข้าออกยาวๆ จับเวลา 5 นาที

ขณะเขียนบันทึก 20 นาที
จดจ่อกับการเขียนตามลมหายใจออก
เขียนทีละตัวอักษรบ้าง ทีละคำบ้าง
มือซ้ายทาบที่ท้อง รับรู้จังหวะขึ้นลง
ตามองที่ตัวอักษรบนสมุด ไม่เร่งจด
เขียนไม่ทันก็รอรอบใหม่
(บันทึกตามที่แนบมานี้ค่ะ)

หลังบันทึก
รู้สึกผ่อนคลาย เข้าใจการเขียนภาวนาเพิ่มขึ้น
ได้ทบทวนตัวเองลงลึกเข้าไปถามตอบเหมือน
ปอกหัวหอมทีละชั้นค่ะ

___

บ่ายนี้ฉันฝึกสังเกตครั้งที่ 3 เขียนบรรยาย
ขณะฝนตกหนัก ถึงฝนซา ใข้เวลา 30 นาที
บันทึกตามที่แนบมานี้ค่ะ

สะท้อน
การอยู่กับปัจจุบันขณะ มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
รับรู้ธรรมชาติผ่านการมอง การได้ยิน และ
การสัมผัสบรรยากาศฝนตก

หลังฝึก รู้สึกผ่อนคลาย สังเกตมุมมองใหม่ๆ
เช่น นกบางตัวบินขณะฝนตกหนัก
นกบางตัวหลบฝนใต้ตึก

___

เช้านี้ฉันเขียนผู้สังเกต ครั้งที่ 4
บันทึกหลังฝนตก ลมพัดเย็นสบาย
ใบไม้เขียวชอุ่มสดขื่น
กิ่งชบาแดงสูงไหวตามลม
เสียงนกร้องจิ๊บๆ บินผ่านไป

สะท้อน
ขณะบันทึกการสังเกตธรรมชาติรอบตัว
มองใบไม้สีเขียว สดชื่น สบายตา
หลังฝนหยุดตก อากาศเย็น สบายใจ
รับรู้กับปัจจุบันขณะ สังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

หลังฝึก
สังเกตใจนิ่ง สงบเย็น สมองผ่อนคลายค่ะ

___

ขณะบันทึก ใจว่างเพราะได้ทบทวน
จดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกฟังให้จบ

การไม่เขียนนามและตน ช่วยละวางตน
เพราะไม่ยึดติดว่าเป็นเรื่องของเรา

___
ขอบคุณทุกแบบฝึกหัด คำแนะนำ
และการตั้งคำถามของครูค่ะ

หลังจากเรียนเขียนภาวนา 1 เดือน
เห็นความแตกต่างในตนเอง เช่น

จับสัญญาณ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
มีสมาธิทำทีละอย่าง ด้วยใจผ่อนคลาย
ก้าวข้ามความกลัว ความกังวลใจ
เมื่อฝึกเขียนบันทึกทุกวันค่ะ

นับถือ
นา
************
**********
************
พี่เลือกรูปตัวเองมาสังเกต ใช้เวลา 15 นาที เขียนขณะที่หายใจออกได้ประมาณ 80% มันเป็นการเขียนที่ส่วนหนึ่งเหมือนฝืนตัวเอง เพราะต้องหายใจเข้าแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่งั้นมือจะไปอย่างไม่รอจังหวะที่หายใจออก อีกใจหนึ่งก็อึดอัด แต่ก็ยอมๆพอผ่อนให้บ้าง หงุดหงิดบ้าง สบายใจบ้าง
ภาพวันนี้ขอบดำ เหมือนใจที่มีความขุ่นมัวด้วยความคิดที่มาตีกรอบให้ใจไม่สบาย ทั้งๆที่เนื้อแท้ข้างในใจ มีน้ำหล่อเลี้ยงหลายโทนที่แทนด้วยสีฟ้าอันแตกต่าง ส่วนตัวพี่เองยังเปล่งประกายด้วยสีเขียวอ่อนสว่าง มันเห็นความไม่กลมกลืนของตัวเอง ใจ ความคิด และความรู้สึก
2 วันนี้พี่ตั้งใจจะพักอยู่ที่บ้านเพื่อน ไม่ออกไปไหน เพื่อให้พลังกับตัว้เอง ดูแลตัวเอง พี่อาจจะทำงานเล็กน้อย แต่คงเพื่อฝึกที่จะผ่อนปรน พี่ยังคงบีบคั้นตัวเอง ถ้าพี่ไม่ได้อยู่กับลมหายใจ แต่ก็จะพยายาม ตั้งใจอย่างผ่อนคลายให้มากขึ้นอีดนิด ทำไปเรื่อยๆ อยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์จริงๆ แต่จะลองจินตนาการดูก็น่าจะได้ ค่อยๆฝืนความอยากสุดโต่งของตัวเอง น่าจะดีนะ

หนิง

 

************
**********
************

 

หลังบันทึกแล้วรู้สึก โล่งๆ มึนๆเล็กน้อยค่ะ
เหมือนได้แงะเนื้อ คีบเสี้ยนที่ตำอยู่ข้างในออกมา เจ็บแต่ก็สบายใจขึ้น

แปลกดีที่เหมือนเราจะรู้เรื่องราวทั้งหมดทุกอย่าง แต่การได้เขียนป่าวประกาศออกมา
มันช่วยให้จัดการเรื่องราวได้เป็นระบบมากขึ้น
แต่ก็ต้องเรียบเรียงอย่างมีสติและปัญญาโนะ โชคดีที่มีครูคอยช่วยจูง

วลี “ฉันยอมรับ… ฉันเลือก”ช่วยได้เยอะเลยค่ะ ช่วยเตือนสติว่าในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราควรใช้ชีวิตต่อไปยังไง
จะทำหัวข้อพลัดพรากต่อไปค่ะ

ขอบคุณครูมากนะคะ 🙂

___

เราไม่สามารถบังคับโลกให้เป็นไปตามต้องการได้หมด
ไม่อยากให้ป๊าเจ็บ อยากให้หมอพยาบาลดูแลป๊าอย่างดี อยากให้ป๊าหาย ฯลฯ อยาก-ไม่อยาก ไม่ยอมรับเกิด แก่ เจ็บตาย จึงทุกข์
จะดับทุกข์ต้องสร้างเหตุปัจจัยจากตัวเราเอง

เห็นคุณค่าของปัจจุบันมากขึ้น , รักสุขภาพมากขึ้น , กลัวตายน้อยลง , มองอีกมุมคือหมดห่วงแล้ว ห่วงป๊านี่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตเหมือนกัน
___

บันทึกนี้เขียนแล้วรู้สึกเบามากเลยค่ะ ไม่คิดว่าผลจะออกมาดีแบบนี้ แค่ลองเขียนสิ่งที่รู้สึกว่ามีผลต่อจิตใจรองลงมา นอกจากเรื่องป๊า
ได้นึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุข สิ่งดีๆ ที่พี่กับแม่มี ลืมคิดไปเลยว่า เรามัวแต่จดจำเรื่องแย่ๆ ไว้มากเกินไป

หลายครั้งยังมองออกนอกตัวเอง โทษสิ่งภายนอก แต่ลืมดูว่าทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป ตัวเราเองก็เช่นกัน

ไม่รู้ว่าตอบโจทย์หัวข้อพลัดพรากและไม่ยั่งยืนได้ไหม แต่มีความสุขที่ได้ปล่อยความแค้นเคืองในใจออกไปอีกชั้นนึง 🙂
อรนงค์
************
**********
************
เมื่อเริ่มเขียน เรายังคงเห็นความอยากดี อยากเอาให้ดี
แฝงอยู่ ขณะเขียนใจไม่ได้อยู่ที่ลมหายใจออกตลอดเวลา
ชั่วระยะเวลาไม่กี่นาที ใจกระเพื่อมไปเรื่องโน้น วนมาเรื่องนี้
ที่สุดกลับเห็นว่ามันไม่มีอะไรคงอยู่ แม้แต่เรื่องที่คิด
เกิดขึ้นและจบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราใส่ใจลมหายใจ รู้ว่าลมหายใจเป็นสิ่งมีค่า
เมื่อเขียนเสร็จแล้ว
เราเกิดกำลังใจขึ้นมา ยอมรับกับตัวเองได้ว่า
อดีตที่ผ่านไปกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปกังวลเลย
ปัจจุบันที่ยังหายใจอยู่นี่ต่างหาก สำคัญมากที่สุด

___

ปกติถ้าเราไม่ได้เขียน แม้เราจะเริ่มคิดในทางที่ดี คิดหาทางแก้ไขปัญหา เราคิดวนไปวนมา คิดถึงเรื่องราวที่ไม่ชอบใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม ทั้งที่มันจบไปนานแล้ว เราตั้งใจบอกตัวเองว่ามันจบแล้ว มันผ่านไปนานแล้ว แต่แล้วเราเผลอตามใจไม่ทัน คิดแล้วมีอารมณ์ความรู้สึก ฉุนเฉียว น้อย ใจ โกรธ เรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไม่มีหลักฐาน คิดได้ทีหลังก็ตั้งใจจะไม่ปล่อยให้อารมณ์พาจิตใจไม่ดีอีก ตั้งใจแล้วก็เผลอคิดอีก โกรธอีก
แต่พอเราเขียนออกมา เหมือนมันเน้นมันย้ำมันชัด เช่น
เราเคยถูกกระแทกประตูใส่ ตาเราเห็นประตู ใจเผลอไปคิดแว่บแรก อารมณ์ก่อตัว เรานึกออก มาอีกแล้ว แบบเดิมเลย เราเห็นตัวหนังสือเราเด่นขึ้นมา แล้วเราก็หายใจ
หายใจเรียกสติกลับคืน

___

การตั้งคำถามอย่างเป็นกลาง
ช่วยให้เรามองเห็นปัญหาชัดขึ้น
ลองตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา
เมื่อสังเกตคำตอบในทุกคำถามแล้ว
เห็นว่า ปัญหามันอยู่ที่ใจเรา
ใจที่มีความอยาก ความคาดหวัง
ที่ไม่ตั้งบนพื้นฐานของความเป็นจริง
แต่ตั้งอยู่บนความต้องการ
“อยากให้มี”อยากให้เป็น””อยากจะได้”
ของเราเอง
ความทุกข์อึดอัดขัดข้องในใจ
อาจจะผ่อนคลายลงได้
ด้วยการฝึกรู้ให้ทันทุกครั้งที่คิด
ห้ามคิด ห้ามอยาก ห้ามหวัง ยังไม่ได้
พยายามตามให้ทันเมื่อถูกกระทบ
รู้ว่ากระทบแล้ว ตามด้วยอะไร
ด้วยความหวังว่า จะกวาดใบไม้ได้ถูกที่ถูกทาง

___

เมื่อยอมรับและเข้าใจการตาย
ว่าเป็นเรื่องธรรมดา
จิตใจผ่อนคลายลงมาก
ไม่ต้องสับสนลังเลอีก
ตั้งใจทำหน้าที่ทางโลกให้ดี
ตั้งใจรักษาศีล ทำสมาธิ ภาวนา
รู้ตัวผ่านลมหายใจ
เห็นลำดับความสำคัญชัดเจนขึ้น
เห็นความดีงามของความตาย

___

เป็นการรับรู้แค่เสียงที่ได้ยิน
ไม่ผ่านความคิด
รับรู้และใส่ใจเฉพาะเสียง
แบบละเอียดครั้งแรกในชีวิต
อยู่กับลมหายใจเข้าออก
อยู่กับเสียงที่ได้ยินเท่านั้น
การฟังอย่างตั้งใจ
ทำให้จิตใจสงบโดยไม่รู้ตัว

เสียงบางเสียงที่เราได้ยิน
แม้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
แต่ความชัดเจนไม่เท่ากัน
บางครั้งเราได้ยินเสียงอื่นชัดกว่า
ทั้งที่เสียงเดิมก็ยังคงอยู่
การรับรู้เสียงที่ได้ยินจากหู
การรู้อย่างที่ได้ยินตรงไปตรงมา
สร้างความสงบถึงภายใน

___

ปกติแม้แต่ก่อนจะฝึกสังเกต ยังเห็นหนังสือเป็นของเรา
อยากเล่า อยากประกาศว่าดียังไง ทรงคุณค่าต่อเรายังไง
อยากให้คนอื่นได้อ่านและได้ประโยชน์อย่างเรา
รู้สึกว่าผู้เขียนเป็นครูของเรา เป็นของเราทั้งหมด
หลังการสังเกต มองเป็นหนังสือที่มีคุณค่า แต่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น คือ เนื้อหามีประโยชน์อยู่แล้วแต่ก็เหมือนหนังสือ
ดี ๆ เล่มอื่น ๆ ที่ตรงใจผู้อ่านไม่เท่ากัน

___

นึกถึงคำว่าลิ้นกับฟัน
กระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา
กระทบแล้วก็อยู่แบบนั้น
เราเปรียบลิ้นกับฟันเป็นเรื่องความสัมพันธ์
จัดการสื่อสารให้ถูกต้อง ถูกกาละ
การกระทบอาจน้อยลงหรือถ้ามีการกระทบ
ก็อยู่ในสัดส่วนที่สูญเสียน้อย
แต่ลิ้นงูที่ไม่ถูกเขี้ยวงูกระทบ
ดูจะปลอดภัยกว่า
เปรียบเป็นจิตใจที่อยู่รอดปลอดภัย
จากเรื่องรบกวนภายนอก
อยู่ใกล้ชิด แต่ไม่สะเทือน ไม่มีผล
ช่างดีงาม….

___

เป็นความหวังทั้งทางโลกทางธรรม
ที่แฝงอยู่สลับกันขึ้นแสดง
ในใจคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
คือการภาวนาเพื่อการพ้นทุกข์
ขัดเกลานิสัยไม่ดีที่งหลายออกไป
ทำหน้าที่ตามบทบาท
จัดเวลาเพื่อสิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญ
ให้ลุล่วงสำเร็จ เท่าที่เวลาอำนวย
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ถ้าไม่ตั้งใจจริงจังก็เผลอออกไปทุกที
รู้ว่าอะไรดีที่สุด แต่ ทำทีหลัง
เวลาหมดไปไม่รู้ตัว
อั้ม
************
**********
************

 

ช่วงนี้การภาวนา เป็นไปอย่างยอมรับความจริงครับ
ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เพราะเราก็อายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ได้ฟัง ” อิสระจริงแท้เป็นเช่นปลา ”
ครูมีความลึกซึ้งในการมองนะคับ เพราะที่ผมเคยได้ยินเวลาภาวนา
เราไม่เข้าใจความจริง เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ
แต่เมื่อมองในเรื่องความอยาก การเป็นปลาที่อยู่ในบ่อ ก็เปรียบเสมือนการที่เรามีศีล ข้อวัตร คอยกำกับใจ
เพราะเมื่อเราไม่มีความอยาก ความจริง หรือ สัจจะ ก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว
มีอยู่ในเรือนกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครองนี้ เองครับ…

การมาเรียนเขียนภาวนา ก็เหมือนเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการภาวนาเลย
นับว่าทำให้ได้หลักของใจได้มากโขเลยทีเดียวครับ

ขอบคุณมากครับ โหน่ง
************
**********
************

 

สรุปบทเรียนการเขียนภาวนา

อะไรคือสิ่งที่เราได้ฝึกและเรียนรู้จากหัวข้อต่างๆ?
1. “ฟัง” (2 ครั้ง)
ได้ฝึกสมาธิ ฝึกกำกับใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ จิตจดจ่ออยู่กับการฟัง ช่วยเสริมสมาธิให้แข็งแรงมากขึ้นสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆได้ละเอียดขึ้น

2. “ไม่ใช่ประธาน ไม่ใช่กรรม” (5 ครั้ง)
ได้ฝึกสมาธิ ลดความยึดถือจากการเปลี่ยนมุมมอง เหตุการณ์ การกระทำที่เกิดขึ้น หากเปลี่ยนมุมมองจาก เธอ ฉัน เขา เป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ เป็นมันเกิดขึ้นกับ เธอ ฉัน เขา ไม่มีใครกระทำหรือถูกกระทำมันแค่เกิดขึ้น

3. “อารมณ์แห่งใจ” (2 ครั้ง)
ฝึกทบทวนอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น เห็นสิ่งที่ค้างคาในใจ เห็นความรู้สึก ยอมรับว่าเห็นว่าเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร พิจารณาไตร่ตรองแล้วจากนั้นก็ค่อยๆให้เป็นเพียงแค่มองอย่างเดียว

4. “ปล่อยวาง” (1 ครั้ง)
ฝึกทบทวนตัวเองว่ามีความยึดมั่น เมื่อยึดมั่นก็ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ขึ้นมา แล้วก็เกิดความอยาก ต่อเมื่อตนเองมีสติจึงจะรู้เท่าทันความอยาก อารมณ์ และสิ่งที่ตนเองยึดจึงจะวางมันลงได้

5. “ความอึดอัด” (บทเรียนเฉพาะตน 1 ครั้ง)
ได้เรียนรู้ว่าความรู้สึกอึดอัดจะคลายลงเมื่อเรารับรู้และดูแลมัน มีสมาธิมากขึ้นรับรู้ด้วยใจที่เป็นกลางมากขึ้น เห็นไปตามจริงความจริงคืออะไร อาจจริงหรือไม่จริงแต่ก็เห็นไปตามนั้น ตามที่มันเกิด

การเขียนภาวนาสอนอะไรแก่เราบ้าง?
1. สอนให้เข้าใจว่า ‘สมาธิ’ เป็นสิ่งสำคัญเราจะกำกับใจให้อยู่กับปัจจุบันได้ ต้องมีสมาธิตั้งมั่น จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพอสมควร

2. สมาธิอย่างเดียวไม่พอต้องมี ‘สติ’ ด้วยเมื่อใดที่เสียสมาธิ จิตใจวอกแวกไปเรื่องอื่น สติจะเป็นตัวช่วยดึงจิตเราให้กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้าที่เรากำลังทำ

3. ‘ลมหายใจที่ลึกและช้า’ ช่วยพัฒนาให้เรามีสมาธิที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นและช่วยพลาสติกลับมาอยู่ที่ตัวเราได้เสมอ

4. การเขียนภาวนาช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ของสมาธิ สติ และลมหายใจทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผล เกิดความรู้ตัว สามารถกำกับใจให้อยู่กับปัจจุบันได้เร็วและนานขึ้น

5. เมื่อเราสามารถกำกับและดูแลใจให้อยู่กับปัจจุบันได้ เราจะเห็นทุกอย่างไปตามจริง ตามนั้น ตามที่มันเป็น อาจจะจริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด ชอบหรือไม่ชอบ ทุกข์หรือสุข มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราเพียงรับรู้มองดูด้วยใจที่เป็นกลางเราก็จะเข้าใจไม่คาดหวังอยากให้เป็นอย่างใจ หรือเผลอไปยึดว่าต้องเป็นอย่างใจ ใจก็จะสามารถสบายและเบาขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง

ช่วงหนึ่งอาทิตย์มานี้เห็นทุกข์ 3-4 ครั้งค่ะ เกิดจากความคาดหวังอยากให้เป็นอย่างใจ มองด้วยใจกลางๆได้ไม่นานก็กลับไปคาดหวังอีก วนเป็นวงจรหลายรอบ แต่ก็รู้สึกได้ค่ะ ว่าเรารักษาใจให้เป็นกลางได้นานขึ้นเรื่อยๆในแต่ละรอบ มีแวบๆบ้างพยายามไม่ให้จมค่ะ

สุพัตรา
29/09/59