7 วิธีดูแลด้านลบในตัวเอง (ตอนสอง)

 

5 รักตัวเองตรงไปตรงมา : ทุกด้านมืดในตัวตน มีความรักและความห่วงใยตนเองซ่อนอยู่ เป็นความพยายามปกป้องตนจากความกลัวและบาดแผลที่เด็กน้อยข้างในเจ็บปวดมาแต่วันวาน และมักเป็นความพยายามเติมเต็มความต้องการแท้จริงในหัวใจ ด้วยความเคยชินที่อาจไม่เหมาะสมนัก
.
ความต้องการแท้จริงที่ว่านี้ คือความต้องการพื้นฐานของหัวใจมนุษย์ทุกคน มีอาทิเช่น ความรัก ความปลอดภัย ความเข้าใจ การสื่อสาร การแสดงศักยภาพ การเติบโต และอื่นๆ อีกมากมาย เราต่างมีความต้องการเหล่านี้อยู่ในใจเหมือนกัน แต่แสดงออกเพื่อหมายเติมเต็มไม่เหมือนกัน
.
เพื่อความภาคภูมิใจและการมีคุณค่า บางคนไขว่คว้าฐานะตำแหน่งสูงใหญ่ บางคนพอใจในการมีบ้านและที่ดินเล็กๆ เป็นของตัวเอง บ้างพยายามสอบติดในมหาวิทยาลัยและคณะที่ดี บางคนเข้าอบรมมากมาย ต่างพยายามมุ่งไปสู่จุดเดียวกันในหลากหลายวิธีการ
.
เหตุการณ์ในอดีตบางเรื่องทำให้หัวใจมีช่องโหว่ ทำให้ความต้องการบางข้อถูกจำกัดหรือไม่ได้รับการเหลียวแล กลไกการปกป้องตัวของหัวใจจึงสร้างพฤติกรรมหมายให้เราดูแลและเติมเต็มชิ้นส่วนที่หายไป หรือเพื่อเรียกร้องใครสักคนให้กลับมาดูแล เราต่างมีด้านลบที่พยายามเติมเต็มรูรั่วของหัวใจตน แต่ซ้ำร้ายที่หลายครั้งท่าทีดังกล่าว กลับทำให้หัวใจยังคงรู้สึกขาดแคลน
.
เมื่อต้องการความเข้าใจ เรากลับพูดประชดประชันและบ้างเงียบงันต่อกัน ความเข้าใจจึงไม่เกิดขึ้น หัวใจก็ยิ่งรู้สึกอ้างว้างและความสัมพันธ์ยิ่งมีช่องว่างสวนทางกับความต้องการภายใน
.
แทนที่เราจะดูแลความต้องการข้างในให้ตรงไปตรงมา กลับทำให้มันยากขึ้นด้วยกำแพงของหัวใจเราเอง ด้านลบในตัวเราก็มีคุณค่า เขาช่วยปกป้องตัวเราจากสิ่งที่กลัวหรือเคยถูกทำร้าย แต่กำแพงที่กำบังเราจากพายุ ก็กั้นขวางผีเสื้อและสิ่งดีๆ ในชีวิตได้เช่นกัน
.
ด้านมืดแห่งตัวตน มิได้เกิดขึ้นเพราะเราไร้คุณค่าหรือเป็นคนเลวร้าย ไม่ได้เป็นเพราะเราหรือบางใครมืดมนมาแต่เกิด ทว่าหัวใจมุมนั้นมืดมัวเพราะแสงส่องไปไม่ถึง แสงนั้นคือความรัก ความเข้าใจ และการเติมเต็มความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แสงเหล่านี้ส่องไปไม่ถึง เพราะยังถูกปิดกั้นไว้ด้วยเงื่อนไขกับกำแพงต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นกั้นขวางหัวใจตัวเอง ด้วยความกลัว ด้วยการใส่ใจคุณค่าบางเรื่องมากเกินไป และมุมมองต่อตัวเองที่ไม่เหมาะสม
.
รักตัวเอง อย่ามีเงื่อนไขกับหัวใจและชีวิตมากเกินไป เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้แก่คนอื่นตลอดเวลา เราก็มีคุณค่าและน่ารักได้ การล้มเหลวบ้างก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเรามีคุณค่าน้อยลง การถูกปฏิเสธไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกว่าใครไม่ดีพอ การถูกทำร้ายจากคนอื่นไม่ได้มีความหมายว่าเราจะต้องทำแบบเดียวกันเพื่ออยู่รอด ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเงื่อนไขที่เราผูกใจตนเองไว้ เพื่อหวังเห็นคุณค่าในตนเองชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น แต่มันไม่ใช่ความจริงเสมอไป ชีวิตมีหนทางมากมายในการเติมเต็มความต้องการพื้นฐานของหัวใจ และตัวเรามีคุณค่ามากเพียงพอที่จะได้รับความรักอย่างตรงไปตรงมา
.
ทุกคนต่างมีความต้องการในหัวใจที่เขาต้องดูแล การให้ความรักและใส่ใจความต้องการแท้จริงในใจตน จึงเป็นหน้าที่ของตนเองเป็นอันดับแรก บางทีคนใกล้ตัวก็ยังไม่พร้อมที่จะมอบสิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ เพราะเขาเองก็อาจขาดมันอยู่เช่นกัน มีรูรั่วในใจอยู่เช่นกัน
.
เราสามารถให้ความรักแก่ตัวเองตรงไปตรงมา ด้วยการเข้าใจความต้องการแท้จริงในหัวใจ และเติมเต็มสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเองอย่างเหมาะสมและตรงไปตรงมาให้มากที่สุด ถ้ารู้สึกขาดความมั่นใจก็ชื่นชมตัวเองให้มากขึ้นมิใช่เดินเข้าร้านกาแฟเลิศหรู เราขาดความรักก็ให้ความรักแก่กายใจด้วยการออกกำลังกาย หมั่นกอดคนรอบข้าง คิดในทางเห็นคุณค่า มิใช่รอคำทำนายว่าเมื่อใดคนที่ใช่จะมาถึง
.
เมื่อรู้ตัวว่าตกหล่มพฤติกรรมเดิมหรือด้านมืดของตัวเองอีกคราว ลองสังเกตใจตนว่าที่เราทำเช่นนี้หรือคิดแบบนี้ แท้จริงเราต้องการอะไร มีความต้องการพื้นฐานใดที่ขาดการดูแล ฟังหัวใจตนและตระหนักว่า หากเราทำไปตามความเคยชินเดิมแบบนี้ แล้วเสียงเรียกร้องของหัวใจจะได้รับการเติมเต็มหรือไม่ เราจะรู้สึกรักตัวเองหรือเห็นคุณค่าในตนหรือเปล่า หรือจะยิ่งทำให้รูรั่วในหัวใจถ่างกว้างขึ้น
.
หากต้องการแสงสว่างให้มองทางที่แสงส่องฉาย หากห้องหัวใจมืดเกินไป ลองเปิดประตูและหน้าต่างใจบ้าง เปิดโอกาสให้ตนเองได้รับสิ่งที่ดีที่ควรค่าแก่คุณค่าของตน ด้วยการคิด การพูด และการกระทำที่ส่งเสริม ไม่ถูกจำกัดไว้ที่บางวิธีการอันเคยชิน หรือผูกคุณค่าของตัวเราไว้กับบางสิ่งมากเกินไป
.
.
6 ลงมือทำสิ่งตรงข้ามสม่ำเสมอ : พฤติกรรมที่บ่งบอกความเป็นตัวเราไม่ใช่สิ่งคงที่และเที่ยงแท้ แต่เป็นแค่ความ “เคยชิน” เกิดจากการพูด-คิด-ทำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนก่อเป็นความ “เคยตัว” ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้หากมีพฤติกรรม ความคิด และแรงจูงใจใหม่ๆ เข้ามาแทนที่
.
เมื่อรู้ตัวและตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนจากด้านลบที่เคยเป็น สิ่งสำคัญคือการให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมเดิมอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกฝืดฝืนบ้างในช่วงแรกก็ตาม แต่เป็นขอบของชีวิตที่ต้องก้าวให้พ้น
.
เมื่อเราเคยตัวและเคยชินกับพฤติกรรมใดแล้ว สิ่งนั้นก็กลายเป็นเปลือกไข่ห่อหุ้มตัวเราไว้ เรียกว่าพื้นที่ปลอดภัย แต่ชีวิตจะก้าวต่อไปได้ เราต้องกระทุ้งเปลือกไข่นั้นแล้วกล้าโต มิเช่นนั้นแล้วก็จะจมอยู่กับโลกในไข่ที่มืดมิด
.
ตอนที่เริ่มทำสิ่งใหม่ ความรู้สึกฝืน เกร็ง กังวล และลังเลใจ เหล่านั้นก็คือภาวะใจที่กำลังกระทบเปลือกที่ห่อหุ้มตนเอง เราต้องเรียนรู้จากลูกเจี๊ยบ ซึ่งดูเหมือนอ่อนแอและกระจ้อยร่อย ผู้ใช้ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่กลัวว่าตัวเองจะผิดหวังหรือเจ็บปวด ชนเปลือกไข่นั้นจนแตกและเติบโตเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
.
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหากเราตั้งใจมีพฤติกรรมใหม่แล้ว จะเผลอกลับไปเหมือนเดิม เราต้องให้เวลากับตัวเอง เพราะกว่าความเคยตัวนั้นจะเป็นอย่างวันนี้ได้ เราก็ทำคิด-พูด-ทำอย่างนั้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อเนื่องกันมานับปี บางคนค่อนชีวิต การเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลา เพื่อทำให้พฤติกรรมทางกาย วาจา และใจอย่างใหม่นี้ กลายเป็นความเคยชินใหม่ของตนเอง
.
ใช้ความเพียร มุมานะ เหมือนลูกเจี๊ยบที่พยายามดันเปลือกไข่ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเขายอมแพ้ ชีวิตก็จบสิ้น และไม่รู้เลยว่าเขาสามารถเป็นไก่ที่มีเสียงที่ไพเราะและแข็งแรงได้มากเพียงใด ตัวเราเองก็เช่นกัน หากถอดใจเสียแล้ว ย่อมจะไม่รู้เลยว่าคุณค่าแท้จริงของชีวิตเป็นอย่างไร และตัวเรากล้าหาญมากกว่าที่เคยเชื่อแค่ไหน
.
ต้องฝึกฝืนแล้ว “บังคับตัวเอง” บ้าง แต่ไม่ถึงกับ “บีบคั้นตัวเอง” ชีวิตมีจังหวะของการเติบโต วันนี้เราผิดพลาดหลุดลงร่องเดิม วันหน้ายังแก้ไขได้ เมื่อรู้ตัวยามตกร่องเดิมบ่อยๆ เราย่อมตกน้อยลง หรือพาใจกลับขึ้นมาง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องใช้ความพยายาม
.
การที่เราจะทำสิ่งใดอย่างสม่ำเสมอได้นั้น เราต้องการกำลังใจ จงมอบสิ่งนั้นด้วยตนเอง ด้วยการคิด การพูด และการกระทำที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจ คิดในทางที่ดี มองอนาคตที่ใฝ่หวัง ลงมือทำกิจกรรมใดก็ตามเพื่อปลุกใจตัวเอง หากลำพังไม่ไหว สื่อสารกับคนอื่นที่เขาพร้อมตรงๆ ว่าเราต้องการกำลังใจ และต้องการความช่วยเหลืออย่างไร กล้าขอความช่วยเหลือและฝึกสื่อสารให้ตรงจุด ลงมือทำนำหน้าไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในโลกของความคิดเดิม
.
การมีความหวังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่นำความผิดพลาด เป็นตัวตัดสินว่าตัวเราน่าผิดหวัง หรือเป็นคนทำให้ผิดหวัง ด้านมืดเป็นแค่พฤติกรรมที่เคยชิน มิได้เป็นตัวตนอันแท้จริงให้เราตอกย้ำตัวเอง “เผลอไผล” และ “เหลวไหล” เป็นแค่ใจที่ “เผลอไป” เพราะมัว “หลงใหล” กับร่องรอยเดิมของจิตใจที่กระทำซ้ำๆ มาจากอดีต
.
เราเพียงมี “ด้านมืด” ไม่ได้บ่งบอกว่าชีวิตและตัวเรา “ดำมืด” ไม่มีดี นิยามของตัวเราไม่อาจตีค่าแค่ “ด้านเดียว” แต่ต้องดูหนทางที่เราจะเดินต่อไปและภาพรวมทั้งหมดของชีวิต
.
ตัวตนที่หวังให้เราเป็น ถ้าเปรียบเป็นจุดหมายแล้ว ก้าวที่ต้องก้าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อเดินไปสู่จุดหมาย ก็คือการ “ฝึกฝืน” และ “ฝึกฝน” ตนเองให้ทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า จนหล่อหลอมก่อเกิดเป็นนิยามตัวตนใหม่ ในเมื่อเราให้เวลาตัวเองกับพฤติกรรมเก่ามานานนับปีหรือครึ่งค่อนชีวิต เราก็ย่อมให้เวลาตัวเองสะสมนิสัยใหม่ได้เช่นกัน
.
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เกิดขึ้นช้าๆ และงดงามทุกก้าวที่ก้าวไป แม้บางก้าวนั้นเราจะหกล้มบ้างก็ตาม
.
.
7 ค้นหาดวงดาวในความมืด : เราอาจรู้สึกรังเกียจด้านมืดของตัวเอง เพราะมองว่ามันไม่มีคุณค่าและบั่นทอนชีวิต สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความจริง แต่เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำลายด้านมืดของตนเองเสมอไป เพราะยังมีขุมทรัพย์ที่ล้ำค่า คือศักยภาพและข้อดีที่ถูกละเลย หรือขาดการนำมาใช้อย่างเหมาะสม ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรามองว่าเป็นข้อเสียของตน
.
คนที่ขาดความเชื่อมั่น มักมีความอ่อนน้อมในหัวใจ คนที่คิดลังเลมาก อย่างน้อยไตร่ตรองสิ่งต่างๆ รอบคอบ คนใจร้อนชอบเอาชนะ มีเมล็ดพันธุ์ของความมุ่งมั่นและศรัทธา มีความกล้าแกร่งที่สามารถปกป้องตัวเองและคนที่อ่อนแอกว่า คนที่คิดลบมากและชอบประเมินตนเองกับสิ่งต่างๆ ต่ำกว่าความจริง ยังมีสิ่งที่ดีในตัวเขา คือความไม่ติดดีและความไม่หลงไหลกับสิ่งสวยงาม
.
ทุกสิ่งมีแก่นแท้ที่เป็นกลางและมีคุณค่า ทุกข้อเสียในตัวเรามีศักยภาพซ่อนอยู่อีกด้าน หากรู้จักพลิกมาใช้อย่างสมดุล
.
ในทางกลับกัน ด้านดีเมื่อมากเกินไปก็พลิกเป็นด้านมืดได้ ชนิดที่ตัวเราเองอาจไม่ทันรู้ตัว ชีวิตมีคุณค่าหลากหลาย แต่เมื่อเราใส่ใจคุณค่าบางเรื่องมากจนเกินพอดี สิ่งนั้นอาจกลายเป็นข้อเสียหันมาทำร้ายตัวเราและคนอื่นได้เช่นกัน หากใส่ใจคุณค่าของความสำเร็จในชีวิตมากเกินไป ย่อมเผลอบีบคั้นตัวเองจนทำลายสุขภาพ และเผลอเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อขึ้นที่สูงอย่างไม่ตั้งใจ พยายามเอาชนะมากเกินไปจนสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดี
.
การใส่ใจคุณค่าของชีวิตบางเรื่องมากเกินควร ยังทำให้เราละเลยการดูแลคุณค่าอื่นๆ ของชีวิต เราอาจให้คุณค่ากับความรักและครอบครัว จนวันหนึ่งเราจึงสงสัยว่าสิ่งใดที่เป็นความถนัดและความเก่งของตนกันแน่ เพราะที่ผ่านมาให้คุณค่ากับเรื่องคนอื่นมากเกินไป
.
เมื่อเราใส่ใจกับบางเรื่องเกินพอดีแล้ว เราก็ยิ่งมีโอกาสเรียกร้องคุณค่าคืนกลับจากสิ่งนั้นมากเท่านั้น เราอาจเป็นแม่ที่รักลูกมาก ลูกคือทุกสิ่งของชีวิต แต่พอลูกไม่ได้คิดและเลือกชีวิตดังหวัง คุณค่าในตนก็สั่นคลอน ท่าทีต่อกันแทนที่จะเติมเต็มความรักและความเข้าใจ ก็ยิ่งพาให้ต่างฝ่ายห่างไกลจากกันมากขึ้น
.
ด้านมืดจึงเกิดจากตาชั่งคุณค่าของชีวิตที่เสียศูนย์ เพราะให้น้ำหนักกับบางเรื่องของชีวิตมากจนเกินไป เพียงกลับมาใส่ใจสิ่งที่ละเลย และลดทอนน้ำหนักบางเรื่องลง แสงสว่างก็พลิกกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้ง
.
ทั้งด้านมืดและด้านสว่างต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบเป็นตัวเรา ต่างควรบ่มเพาะดูแลอย่างมีสติและสมดุล ชีวิตเราไม่ได้มีความสุข เมื่อเราพยายามทำลายล้างตัวเองให้หมดสิ้นด้านมืด แต่ยังเป็นการถ่วงรักษาดุลยภาพของชีวิตไว้ ไม่หลงติดในด้านดีเกินไป และเห็นคุณค่าในตนเองมากเพียงพอที่จะพัฒนาด้านบวกที่ซ่อนอยู่ในข้อเสียให้เติบโต
.
เมื่อใจเรามองลึกกว่าเปลือกภายนอกที่รับรู้ การเป็นสมมติกำหนดว่าสิ่งใดเป็นด้านมืดและด้านสว่างก็จะลดน้อยลง เหลือเพียงความเป็นเช่นนั้นที่ปรากฏ เราจะเห็นด้านมืดของตนเองและคนอื่นไม่ใช่ความมืดมนอีกต่อไป แต่เป็นท้องฟ้าที่รอให้ดวงดาวอันมากมาย เปล่งประกายแพรวพราวผ่านเมฆคลุม
.
.
#คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต
ตอนที่ ๓๒
.
โดย อนุรักษ์ ครูโอเล่

 

อ่านตอนแรก

www.dhammaliterary.org/ดูแลด้านลบในตัวเอง1/

การอบรม “โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน”

www.dhammaliterary.org/โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน/