คุณค่าชีวิตดั่งดวงตะวัน

 

7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนแรก)

หลายครั้งที่เราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้คำนึง “คุณค่า” ของตัวเรา แต่ใช้ชีวิตดั่ง “คุณฆ่า” ตัวเอง ด้วยการใฝ่หวังสิ่งที่บั่นทอน หรือลดเลี้ยวหนทางชีวิตไปยังทิศที่ไม่เหมาะสม ทั้งการเฝ้าเติมเต็มหรือตักตวงใส่ตัวตน แต่ยิ่งเปล่ากลวงมิเห็นค่า เพราะคุณค่ามิใช่สิ่งที่เราได้มาจากภายนอกตัว ทว่าบ่มเพาะก่อเกิดจากข้างใน
.
จะเห็น “ค่าชีวิต” เราต้องกลับมามองสบตากับตัวเอง ที่ผ่านมาเรามองไปยังสิ่งต่างๆ นอกตัวเกินไป จึงหลายครั้งสิ่งที่ทำไม่ได้ “สอดคล้อง” กับคุณค่าของตนเลย แต่เป็นการ “ผูกรัด” ให้ตัวเองขาดความมั่นคงอย่างแท้จริง กับคุณค่าปลอมและสิ่งฉาบฉวย จน “ฆ่าชีวิต” เราทีละวันละวัน
.
ต่อไปนี้คือข้อคิดและมุมมอง คุณค่าชีวิตเราที่มีเหมือนดวงตะวัน โดยเป็นสามข้อแรกของบทความ หากผู้อ่านมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม หรือบทเรียนรู้คุณค่าตัวเองเฉกเช่นดวงตะวันนอกเหนือที่บทความกล่าวถึง ก็สามารถแลกเปลี่ยนและต่อยอดตามช่องทางที่เหมาะสม
.
.
1 ใครชอบใครชัง แสงตะวันไม่เปลี่ยนแปลง : มิว่าคนอื่นจะรักหรือรังเกียจเรา คุณค่าชีวิตที่เรามีนั้นมิเคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมากขึ้นหรือลดลงเลย เหมือนการทำหน้าที่ของดวงตะวันทุกๆ วัน ย่อมมีบ้างที่คนเราจะตำหนิ หรือชื่นชมยินดีกับแสงสว่างและความร้อนจากบนฟากฟ้า แต่เสียงจากคนเรานั้นก็ไม่เคยส่งผลให้การทำหน้าที่ของตะวันผันแปร แสงสว่างยังคงเท่าเดิม มิได้มืดมนเพราะถ้อยคำหมองมัวนั้น
.
การใส่ใจมุมมองและความรู้สึกของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีเราให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้นเกินกว่าความเป็นจริง จนนำมาบั่นทอนความรู้สึกตนเอง หรือในทางกลับกันก็หลงระเริงจนลืมตัว การที่คนเราจะตำหนิดวงตะวันว่าร้อนเกินไปหรือไม่ยอมปรากฏในเวลาต้องการ ก็เป็นเพียงอคติ ความอยากส่วนตัว และข้อคิดเห็นฉันใด เสียงที่คนอื่นชอบชังแก่ตัวเราก็มิแตกต่างกัน
.
คุณค่าชีวิตมิใช่สิ่งที่ผูกพันกับคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ นอกตัว แต่เป็นดังแสงสว่างที่เรามีอยู่แล้ว ลึกๆ ในตัวเราเอง และรวมทั้งสิ่งที่เราเป็นอย่างที่เป็นจริง การที่เราชี้วัดคุณค่าตนหรือนำเสียงของความรู้สึกคนอื่นมาเป็นตาชั่ง เท่ากับเรามองคุณค่าในตนเองผิดทาง เรามีคุณค่าจากสิ่งที่เราเป็น ทั้งที่เป็นอย่างรู้ตัวและเมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่ซ่อนอยู่ มิใช่จากภาพที่คนอื่นอยากให้เราเป็น
.
แม้ผู้คนจะมีภาพในใจอยากให้ดวงตะวันเป็นอย่างไร แม้จะวาดรูปเหมือนดวงตะวันไปตามมุมมองกันสักกี่ครั้ง ดวงตะวันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น สายตาของคนอื่นไม่ได้ทำให้ความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเราคลาดเคลื่อน แต่สายตาที่เรามองตัวเองอยู่นั่นเองที่จะทำให้เราเห็นค่าหรือไม่เห็นค่าตน
.
ตัวเรานั้นมิได้ดีขึ้นหรือมีคุณค่าขึ้น เมื่อมีคนรักหรือคนชื่นชมยกย่อง แต่ดีขึ้นด้วยการลงมือทำเพื่อพัฒนาตนเอง มีคุณค่าจากสิ่งที่เราทำด้วยกาย วาจา และหัวใจอยู่เสมอ
.
หากดวงตะวันคล้อยตามเสียงยกยอและนินทาบนโลกเสียแล้ว พรรณไม้และสัตว์น้อยใหญ่ คงไม่ได้เติบโตและมีชีวิต เพราะไม่อาจทำตามหน้าที่ได้สมบูรณ์ เราเองเช่นกันก็คงไม่อาจทำหน้าที่ของชีวิตได้ครบถ้วน หากมัวกลุ้มกังวลหรือผูกพันมุมมองความรู้สึกคนอื่นๆ จนละเลยสิ่งที่ตนเป็นอย่างแท้จริง
.
เราจะรู้ได้ว่าสิ่งที่ตัวเราเป็นจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร ต่อเมื่อให้เวลาตนเองได้ทบทวนและตรวจสอบ สบตากับสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้วในหัวใจ เสียงชื่นชมและวิจารณ์จากผู้อื่นนั้นก็สำคัญในการเป็นดั่งกระจกอีกด้านให้เราได้สังเกต แต่เราเองต้องแยกแยะว่า ข้อสังเกต กับ คุณค่าที่มี เป็นคนละเรื่อง
.
สิ่งที่เป็น จากข้อสังเกตของตัวเองและผู้อื่น ย่อมมีบ้างที่เราจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่นั่นมิใช่ตัวตัดสินว่า เรานั้นมีคุณค่าน้อยลงเพราะเป็นอย่างนี้ เพราะแม้แต่ดวงตะวันก็ขาดความเย็นอันอาจเป็นจุดอ่อน แต่นั่นก็ไม่เคยทำให้เขามีคุณค่าน้อยลง ความบอบบางของดอกไม้ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของดอกไม้ลดน้อยลงเลย
.
ความไม่สมบูรณ์แบบ มิใช่ตาชั่งชี้วัดว่าเราไม่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานจากใครก็ตาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนว่า ไม่มีสิ่งใดที่คงที่และยั่งยืน เช่นนั้นแล้วความสมบูรณ์แบบที่เราตามหาก็ไม่เคยมีอยู่จริง ความสมบูรณ์ที่แท้อาจไม่ใช่ไร้ข้อตำหนิ แต่เป็นการ “ยอมรับ”
.
การที่คนเราบอกว่าสิ่งนั้นดี และ ไม่ดี ต่างเป็นเพียงการตัดสิน ซึ่งย่อมมีอคติ ความอยาก และมุมมองส่วนตัวเกี่ยวข้อง แต่การตัดสินก็ไม่เคยทำให้เพชรหนึ่งกลายเป็นก้อนหินธรรมดา หรือทำให้ดวงตะวันกลายเป็นแค่ลูกไฟ สิ่งที่เรามองตนเองหรือมองคนอื่นว่าไม่ดี อาจเป็นแค่มุมมองหนึ่งเท่านั้น
.
สิ่งใดก็ตามที่คนไม่เห็นค่าในวันนี้ มิได้ตัดสินอนาคตว่า วันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีใครเห็นค่า มีอยู่ใช่น้อยที่คนกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนทิ้งไป วันนี้ตัวเราเองอาจถูกคนอื่นหรือตัวเราตัดสิน แต่คำพิพากษาก็จะไม่ถึงจุดสิ้นสุด ย่อมมีประจักษ์พยานใหม่ เมื่อวันหนึ่งที่แสงในตัวเราเปล่งฉายออกมา
.
ย่อมต้องเป็นผู้มีดวงตาเหมาะสมเท่านั้นจึงเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในสิ่งต่างๆ เราคงไม่อาจให้พ่อค้าผลไม้ตัดสินคุณค่าของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ได้ เราจะหาคนที่บอกคุณค่าในตัวเราได้เหมาะสมตรงตามจริง เราย่อมต้องให้ผู้มีดวงตาที่เหมาะสมพิจารณา
.
แต่มิว่าเราจะมีผู้มีดวงตาเช่นนั้นบอกคุณค่าในตัวเราหรือไม่ แสงตะวันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพราะคำนินทาสรรเสริญจากใคร คุณค่าในตัวเราก็เป็นเช่นนั้น เสียงเล็กๆ ของผู้คนไม่อาจเขยื้อนสะเทือนดวงดาว หากเราหนักแน่นกับตนเองเพียงพอแล้ว เสียงทั้งหลายรอบตัวก็เพียงดนตรีบอกท่วงทำนองอันไม่แน่นอนของชีวิต
.
.
2 สิ่งที่ดูแย่ๆ ในตัวเรานั้น แท้จริงก็มีคุณค่า : ดวงตะวันที่ร้อนร้าย บนลำตัวมีแต่ไฟเผาไหม้ ร้อนจนไม่มีสิ่งใดเข้าใกล้ได้เลย มองมุมหนึ่งก็เป็นเหมือนข้อเสีย ซึ่งตัวเราเองนั้นอาจไม่ชอบหรือรู้สึกแย่กับสิ่งที่ตนเองเป็น เมื่อแลเห็นข้อเสียและข้อบกพร่องที่ตนมี แต่สิ่งที่เราตัดสินว่าแย่นั้น แท้จริงอาจซ่อนคุณค่าที่เรามีอยู่ด้วยก็ได้
.
เพราะแสงสว่างที่ให้ความอบอุ่นและนำทางชีวิตก้าวเดินไปบนโลกในยามกลางวัน ล้วนแล้วมาจากไฟบนดวงตะวันทั้งสิ้น สิ่งลบร้ายที่ทำให้เขาเป็นดวงดาวที่ต้องเว้นระยะห่างจากดาวอื่น เกื้อกูลชีวิตมากมายบนดาวสีฟ้าแห่งนี้
.
ข้อเสียในตัวเราทุกคน แท้จริงเป็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราแค่ยังไม่เห็นประโยชน์และการนำออกมาใช้อย่างถูกต้อง เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าใจและทำได้ สิ่งนั้นย่อมเผยคุณค่าในตัวเราอีกด้านหนึ่งออกมา
.
คนที่ไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับคนคราวละมากๆ ในตัวเขานั้นก็ซ่อนความอ่อนน้อมถ่อมตนและการเป็นผู้ฟังที่ดี หากเขานำความอ่อนน้อมและการรับฟังอย่างเปิดกว้างนั้นมาใช้อย่างเหมาะสม ย่อมมีข้อมูลและพื้นที่เปิดกว้างเพียงพอให้ทำสิ่งใดใดได้มากมาย
.
คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเก่งหรือทำสิ่งใดไม่ค่อยได้ หากเราได้ไตร่ตรองดูตนให้ดี เราย่อมเห็นโอกาสซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ ความไม่สมบูรณ์แบบย่อมเผยช่องว่างให้ต่อยอดไปได้ไม่สิ้นสุด หากถือว่าตนสมบูรณ์เสียแล้วเราย่อมหยุดนิ่งอยู่กับที่
.
ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป หลายครั้งที่เราบีบคั้นตัวเองหรือจำกัดตนอยู่อย่างนั้น เพียงเพราะหวังได้ยึดเหนี่ยวความสมบูรณ์เพื่อให้เรารู้สึกมั่นคงและแน่ใจกับชีวิต แต่บ่อยครั้งมันก็ทำให้เราไม่กล้าลงมือทำอะไร หรือไม่กล้าที่จะวางในสิ่งที่ควรวาง
.
ในความบิดเบี้ยวก็มีความงาม ข้อเสียต่างๆ ที่เราแลเห็นในตนและคนอื่น เหล่านั้นมีแก่นแท้หรือหัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งกลางๆ ไม่ดีหรือร้าย อยู่ที่เราจะนำเอามาใช้อย่างไร อย่างเช่นความขี้เกียจ สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็คือความผ่อนคลายและการไม่บีบคั้นตัวเอง หากเรารู้จักพักและทำงานอย่างพอดี ร่างกายและใจก็เป็นสุข แต่หากเราใช้ความผ่อนคลายนั้นมากเกินไป งานการย่อมไม่คืบหน้าและเราปล่อยปละละเลยวินัยในตนเอง ชีวิตก็ไม่ก้าวหน้าอย่างที่ปรารถนา
.
เราจะเห็นแก่นแท้เหล่านั้นได้เราต้อง รู้มองตน และ รู้ทันตน ไม่ติดอยู่ที่เปลือกภายนอกและสิ่งที่เราอยากให้เป็นตามคนอื่น แต่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็นอย่างแท้จริง
.
หากดวงตะวันไม่ยอมรับในตัวเองที่มีไฟเผาผลาญ เขาย่อมไม่เห็นคุณค่าในตนเอง และไม่ใช้แสงสว่างแผ่ความอบอุ่นและให้พลังงานแก่ชีวิตทั้งหลาย โลกนี้ก็มืดมนนัก ชีวิตคนเราที่ขาดการยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นจริง ก็มืดมนมิผิดกัน
.
ดวงตะวันอาจโดดเดี่ยวบนท้องฟ้า ไม่เหมือนดวงดาวอื่นๆ ที่จะทอแสงร่วมกันยามราตรี เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นให้เห็นความขาดไร้ในตนไปก็เท่านั้น เราต่างมีสิ่งที่ดีและเสียแตกต่างกัน แต่ย่อมนำแสงสว่างมาใช้เป็นคุณค่าได้ในวิถีทางของเราเอง ในเมื่อดวงตะวันมิจำเป็นต้องฉายแสงเหมือนดวงดาวทั้งปวงแล้ว ไยเราจึงต้องโหยหาการเปล่งประกายเช่นคนอื่น
.
ยามเย็นแสงอ่อนล้าโรยลงมืดดับ ดวงตะวันตกลง ดังการผิดพลาดล้มเหลว สิ่งนี้ก็อาจมองเป็นสิ่งแย่ๆ หรือข้อเสียได้เช่นกัน ดวงตะวันมิอาจค้างฟ้าตลอดไป แต่การตกลงของเขา ได้เผยโอกาสให้แสงดาวต่างๆ ได้เจิดจรัส ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่ได้พักหลับนอน ความผิดพลาดล้มเหลวของเราก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ประสบความสำเร็จบ้าง ตัวเราเองได้พักผ่อน ปิดดวงตา เพื่อแลเห็นว่าเรายังมีแสงสว่างอื่นๆ อีกมากมายบนโลกนี้
.
บัวเกิดจากโคลนตม ไยไหมถักทอจากหนอน คนพ้นทุกข์จากการพบความทุกข์ สิ่งลบร้ายหล่อหลอมสิ่งดีงามได้เสมอ เมื่อมีปัญญา ความตั้งใจ และการเห็นคุณค่าด้วยใจแท้จริง เมื่อเราเปิดหัวใจกว้าง เราจะไม่เห็นคนและตนเองแค่เปลือกภายนอก เราอาจไม่เห็นใครเป็นคนดีและใครเป็นคนเลวอย่างแบ่งแยก แค่เห็นคนเหล่านั้นเป็นเช่นนั้น มีกิเลสตัณหาและพุทธวิสัย* อยู่ “ปนๆ” ในความเป็น “คน” เช่นนั้นเอง
.
ดังรับรู้ดวงตะวันด้วยใจยอมรับ เราทุกคนนั้นมีดวงตะวันดวงนั้นอยู่ในตัวอยู่แล้ว เฝ้าดูให้รู้ว่าไฟร้อนร้ายนั้นทำประโยชน์อะไรแก่ตนและคนอื่นได้ด้วยปัญญา สิ่งที่เคยดูแย่ในตัวเรานั้นอาจเป็นความน่ารักที่เราคาดไม่ถึง อุปสรรคเป็นโอกาสได้เสมอ เมื่อรู้จักพลิก
.
.
3 การเริ่มต้นที่โดดเดี่ยว ย่อมปลุกการเริ่มต้นอีกมากมาย : ในการเริ่มต้นสิ่งใด บางทีเราอาจรู้สึกว่าตนเองทำอยู่เพียงลำพัง บางครั้งไม่มีใครเห็นด้วย ต้องอดทนเพียรพยายาม โดยมิเห็นใครอื่นชื่นชมหรือร่วมทาง ขอให้เราดูที่ดวงตะวัน ผู้ซึ่งเริ่มงานของตนทุกๆ เช้า อยู่เพียงเดียวดาย ไม่มีเพื่อนมากมายเหมือนดวงดาวและพระจันทร์ แต่เขาก็ยังทำอยู่เช่นนั้นเสมอมา
.
การเริ่มต้นของสิ่งหนึ่ง หรือใครคนหนึ่ง มิเคยต้องสูญเปล่า การตื่นของดวงตะวัน พาให้สรรพชีวิตมากมายตื่นขึ้นตาม สิ่งใดก็ตามที่เราเริ่มต้นมิเคยสูญเปล่าเลย แม้จะถึงเป้าหมายหรือไม่ นั่นไม่ใช่คุณค่าของการเริ่มต้น แต่ทุกการเริ่มย่อมเป็นแรงผลักดันการเริ่มต้นที่สอง สาม สี่ และสืบเนื่องไม่จบสิ้น ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น
.
ลงมือทำดั่งการฉายแสงของดวงตะวัน คือทำด้วยใจหมายมั่นนำคุณค่าในตัวเราออกมาให้ปรากฏ มิใช่ทำเพราะเพียงแค่หน้าที่ เพราะใครหรือสิ่งอื่นนอกตัว นั่นจะไม่เกิดประโยชน์แท้จริงต่อชีวิตเราเลย ยิ่งทำนานเข้าอาจยิ่งเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย หากเราเริ่มต้นด้วยแสงสว่างในตัวเอง ผ่านกาย วาจา และหัวใจ สิ่งที่เราทำนั้นจะทำให้เราเห็นคุณค่าในตน ความรักและความพึงพอใจในตนเองย่อมแผ่ไปยังคนรอบข้างให้สัมผัสได้ แม้เราทำบางสิ่งอยู่เดียวดาย หัวใจเราก็ยังเป็นสุข และอาจสุขกว่าการทำตามกระแสหรือตามคนอื่นอย่างไม่รู้ค่าความหมาย
.
เมื่อตะวันขึ้นจากขอบฟ้า การเริ่มต้นวันใหม่ของหลายๆ คนเกิดขึ้น การเริ่มต้นเพียงอย่างเดียวจากตัวเราเอง ย่อมก่อให้เกิดการเริ่มต้นอื่นๆ ในชีวิตเราสืบเนื่องไป ก้าวแรกย่อมนำมาซึ่งก้าวที่สอง การเริ่มต้นสิ่งดีๆ เพื่อตัวเองหนึ่งอย่าง ย่อมพาสิ่งดีๆ อีกมากมายมาสู่ชีวิตเรา อีกทั้งคนอื่นๆ รอบตัวเมื่อเห็นตัวอย่างที่ดีจากเราแล้ว ใครเล่าที่รักตัวเองจริงจะไม่ลองริเริ่มตาม
.
ชีวิตเราเปลี่ยนไปทุกการเริ่มต้น และทุกการเริ่มต้นนั้นที่ต่อยอดคุณค่าในตัวเรา นำมาซึ่งความสุขที่ไม่อาจหาได้จากการไขว่คว้าเอาอย่างคนอื่นเข้าหาตัว เป็นความสุขที่พึงพอใจ ไม่ใช่ความสุขที่มากเท่าใดก็ไม่เพียงพอ
.
ดวงตะวันไม่เคยต้องรอใครปลุก ไม่ต้องมีแรงบันดาลใจ แต่ก็พร้อมขึ้นจากขอบฟ้าครั้งใหม่เสมอ เป็นแรงบันดาลหัวใจแก่ตัวเอง ชีวิตเราก็เป็นอิสระแล้วจากการเฝ้ารอและพึ่งพาสิ่งนอกตัวนอกใจ เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาแบบนี้และเป็นแบบนี้ได้อยู่แล้ว เพียงแค่เราหลงลืมไปเท่านั้น
.
ความหวังอยู่ในตัวเรา แรงบันดาลใจก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องหาจากที่อื่นเลยเพราะทั้งสองนี้คือส่วนหนึ่งของแสงสว่างที่เรามี ขอเพียงแค่ “ไว้วางใจ” ตัวเอง แล้วปล่อยให้ตัวเราก้าวออกมาจาก “ขอบ” เดิมบ้าง
.
การเริ่มต้นสิ่งที่ดีงามในสังคมแม้น้อยนิด อาจสะกิดหัวใจบางใครอีกไม่น้อย ให้ริเริ่มก้าวใหม่ๆ แก่สังคม เราเป็นเหมือนดวงตะวันดวงน้อยๆ ท่ามกลางความมืดมนของสังคมในบางด้าน แต่แสงสว่างจากตัวเราอาจช่วยบางชีวิตให้พ้นจากความมืดนี้ได้ เพียงเราเชื่อมั่นและก้าวออกมา ส่องนำใจคนและตนเอง
.
เราทุกคนมีคุณค่าดั่งดวงตะวันขึ้น ทุกการเริ่มต้นแม้ที่หัวใจ เราก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองและสิ่งรอบข้างแล้ว รักษาใจเราเป็นดั่งดวงตะวันฉายแสง แก่ชีวิตและคนอื่นอยู่เสมอ แล้วเราจะรู้ว่าตัวเรามีคุณค่ากว่าที่เราเคยรู้มากเพียงใด
.
.
อนุรักษ์ ครูโอเล่
#คอลัมน์ #ไกด์โลกจิต
( ตอนที่ ๒ ) www.dhammaliterary.org/คุณค่าชีวิตดั่งตะวัน2/
( ติดตามการอบรม #เขียนเปลี่ยนชีวิต #เด็กน้อยภายใน #พลังแห่งจิต )
www.dhammaliterary.org
.
*พุทธวิสัย คือ ลักษณะของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม ซึ่งมีอยู่แล้วเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของจิตคนเราทั้งหลาย อาจเรียกว่า เราทุกคนมีพุทธะอยู่ในตัว