Phone:

Email: youngawakening@gmail.com

 

 

 

ค่ายศิลป์ตามฝัน ประจำปี ๒๕๖๓

 

ค่ายเยาวชนเพื่อการกุศลประจำปีของสถาบันธรรมวรรณศิลป์ ปีที่ ๑๒ รับเยาวชนอายุ ๑๖ ถึง ๑๙ ปี เรียนรู้ทบทวนตนเอง ดูแลจิตใจ และวางเป้าหมายชีวิต ผ่านกิจกรรมศิลปะหลากหลายด้าน อาทิ การวาดภาพ , การเขียนบันทึก , โยคะ , กิจกรรมเกม และคริสตัลโบวล์ โดยไม่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านผลงาน แต่เน้นการลงมือทำเพื่อสะท้อนตน สะท้อนชีวิต และหนทางสู่ความฝัน

 

วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓ (รวม ๓ วัน ๒ คืน) ณ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ งามวงศ์วาน ๗

โดยมีค่าลงทะเบียนเพียงค่าอาหาร คนละ ๗๐๐ บาท รับจำนวนจำกัดไม่เกิน ๑๐ คน

 

กรอกใบสมัคร

 

 

 

การรู้จักตัวเองเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับชีวิต และเป็นบทเรียนล้ำค่าที่เรียนรู้ก่อนย่อมได้เปรียบ เพราะการรู้จักตนเองทำให้รู้ว่าจะก้าวต่อไปในชีวิตอย่างไร เลือกเรียน เลือกงาน เลือกชีวิตแบบไหน โดยไม่ต้องคอยตามกระแสหรือฟังผู้อื่นชี้แนะนำ อีกทั้งการรู้จักตนยังมีผลต่อความสุขและความทุกข์ของชีวิต นับจากวันนี้ถึงวันหน้า ชีวิตเราลิขิตด้วยตนเอง สุขและทุกข์ก็เกิดขึ้นด้วยปัจจัยสำคัญที่ตัวเรา

การรู้จักตัวเองสามารถทำได้หลายเครื่องมือ ซึ่งศิลปะ เช่น การวาด การเขียน เป็นต้น สามารถเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ตัวเรากลับมาเห็นตนเอง เข้าใจตนเอง และดูแลจิตใจ โดยค่าย “ศิลป์ตามฝัน” เป็นการอบรมสำหรับเยาวชน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและกำลังความคิด ก่อนก้าวเดินสำคัญของชีวิต มิว่าการเรียนต่อ การเลือกงาน และการปรับตัวกับการใช้ชีวิต เป็นความรู้นอกตำราไม่มีในข้อสอบ แต่ต้องใช้ตลอดชีวิต และใช้ผ่านบททดสอบของชีวิต

 

 

เราเรียนรู้อะไรและอย่างไร

 

กิจกรรมในค่ายจะประกอบไปด้วยกิจกรรมผ่านประสบการณ์เพื่อจำลองสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจตนเองและการปรับปรุงพัฒนาตน และกิจกรรมศิลปะหลายแบบเพื่อส่งเสริมการรู้จักตนเอง การวางเป้าหมายชีวิต และการผ่อนคลายจิตใจ อันได้แก่ การวาดเส้นที่ไม่เน้นความสวยงาม , การเขียนบันทึกจากหลักสูตร “เขียนเปลี่ยนชีวิต”  , โยคะภาวนา , กิจกรรมเกมที่ออกแบบมาให้สร้างแรงบันดาลใจในการไปสู่ความฝัน และการฟังคริสตัลโบวล์เพื่อปรับสมาธิและผ่อนคลายกายจิต

การฝึกปฏิบัติในค่ายจะเน้นสามส่วนได้แก่ การทบทวนตนเอง , การมองเป้าหมาย และความสุขแห่งชีวิต ผ่านสามฐานการเรียนรู้สำคัญอันได้แก่ ฐานหัว คือปัญญา ฐานใจคือความสัมพันธ์และอารมณ์ ฐานกายคือการปฏิบัติและการใส่ใจร่างกาย เพื่อการเติบโตอย่างสมบูรณ์และสมดุล

ระหว่างกิจกรรมจะเป็นการพูดคุยเพื่อถอดบทเรียนและสุนทรียสนทนา เน้นความรู้ที่ออกมาจากผู้เรียน จากการลงมือทำ การแลกเปลี่ยนความเห็น และการบอกเล่าจากวิทยากร บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มผู้เรียนซึ่งผ่านกระบวนการกิจกรรมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น

 

 

เป้าหมายในการอบรม

 

  1. เยาวชนที่เข้าเรียนสามารถใช้การสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการเข้าใจตัวเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับความสวยงามและความดีเลิศของผลงาน
  2. เยาวชนที่เข้าเรียนมีความเข้าใจตนเองมากขึ้น และสามารถวางเป้าหมายชีวิตหรือทิศทางที่จะเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจ
  3. เยาวชนที่เข้าเรียนได้ดูแลจิตใจตนเอง ผ่อนเบาความตึงเครียด และปรับตัวอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

 

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วม

 

เยาวชนไทย อายุระหว่าง ๑๖ ถึง ๑๙ ปี

สมัครใจเข้าค่ายด้วยตนเอง มีความตั้งใจเรียนรู้หัวข้อต่างๆ พร้อมทำกิจกรรมเดี่ยวและกลุ่มอย่างไม่มีข้อยกเว้น อยู่อย่างเรียบง่ายเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเองได้

ไม่จำเป็นต้องมีทักษะหรือความชอบด้านศิลปะ และไม่จำกัดว่าต้องเรียนสายศิลป์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง

เข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดการอบรม

 

 

สถานที่และเวลา

 

วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓  (รวม ๓ วัน ๒ คืน)

เริ่มอบรมวันแรก ๙.๐๐ น. และจบวันสุดท้าย ๑๕.๐๐ น.

 

ณ สำนักงานใหญ่ สถาบันธรรมวรรณศิลป์ ซอยงามวงศ์วาน ๗ ใกล้สี่แยกแคราย จังหวัดนนทบุรี

(สามารถลงรถไฟฟ้า สถานี ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี แล้วต่อรถประจำทาง/taxi ระยะทาง ๑ กิโลเมตรครึ่ง)

แผนที่ : https://goo.gl/maps/WzFHPJAAP512

 

 

ค่าใช้จ่าย

 

ค่าลงทะเบียนในการอบรม จำนวน ๗๐๐ บาทถ้วน  เป็นค่าอาหารมื้อหลักและอาหารว่าง โดยค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ได้รับการสนับสนุนจากรายได้คอร์สอบรมของสถาบันฯ

ผู้สมัครเข้าเรียนที่กรอกใบสมัครและได้รับข้อความยืนยันการเข้าร่วมจากทีมงานแล้ว ต้องโอนค่าลงทะเบียนก่อนเข้าค่ายภายในเวลาที่กำหนดเพื่อยืนยันการเข้าร่วม โดยจะไม่มีคืนค่าลงทะเบียนที่ชำระมาหรือให้เลื่อนมิว่ากรณีใด และจะไม่มีค่าใข้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้สำหรับการอบรม

ผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมตลอดการอบรมจะได้รับใบประกาศเมื่อจบค่าย

 

 

วิทยากร

 

ทีมงานและเครือข่ายสถาบันธรรมวรรณศิลป์ นำทีมโดย ครูโอเล่ ผู้อำนวยการและผู้สอนหลักสูตร “เขียนเปลี่ยนชีวิต”

พร้อมด้วยครูสอนโยคะผู้มีประสบการณ์ ครูศิลปะ และจิตอาสา นำประสบการณ์ด้านศิลปะการวาดภาพ คริสตัลโบวล์ และ การเขียนบันทึก

มาชวนน้องๆ ลงมือทำและเรียนรู้ไปด้วยกัน

 

 

สอบถามเพิ่มเติม

Dhammaliterary@gmail.com , เพจเฟสบุ๊ค “เขียนเปลี่ยนชีวิต สถาบันธรรมวรรณศิลป์”
 

 

ภาพน้องๆ ค่าย ศิลป์ตามฝัน ประจำปี ๒๕๖๒

 

 

 

ภาพการอบรมเยาวชนตามวาระต่างๆ ของสถาบันฯ

 

 

 

 

บทเรียนจากนักศึกษาที่ผ่านการอบรมกับครูโอเล่

 

” ความจริงแล้ว คนเรามีทั้งส่วนดีและไม่ดีในตัวเอง แต่เพราะเราแบกความคาดหวังมากเกินไป ทำให้เราเครียดพอทำผิดไม่กล้ายอมรับเพราะกลัวสิ่งดีภายนอกจะหายไป และเป็นเพราะเราเองด้วยที่กดดันตัวเอง ไม่ยอมให้อภัยตัวเอง คิดว่าตัวเองต้องดี มันก็เลยสวนกับความต้องการ ลึกๆในใจ
หลังจากที่ได้ระลึกถึงเหตุการณ์แล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมุมมองใหม่ คือในเรื่องของการลงลึกถึงความรู้สึกภายใน และสัมผัสได้ถึงบุคลิกภายนอก ตัวเองอาจดูไม่มีอะไร แต่ไม่มีใครรู้ว่ายังโหยหาความรักความสบาย การมองเห็นหัวใจของตัวเอง ที่ทำให้เข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม อยากบอกกับตัวเองว่าควรลด เลิก ละ ความอยากและความต้องการลงบ้าง เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องมีใคร นอกจากตัวเราเอง

 

ในช่วงที่เริ่มบันทึกและเรียนรู้ แทบจะไม่รู้จักตัวเอง นั่งคิดอยู่ว่าตัวเองมีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร มันเลยค่อนข้างจะขัดแย้งนิดๆ แต่พอเริ่มทำกิจกรรม รู้สึกสนุกได้เห็นอีกด้านหนึ่ง ของตัวเรา ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีหลายด้านหลายมิติ ทำให้ได้ผ่อนคลายกับชีวิตไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม นั่งสมาธิ หรือเล่นเกมส์ เพื่อฝึกทักษะของตัวเราและทำให้รู้สึกถึงความสมดุล ได้เห็นมุมมองใหม่ๆจากคนรอบข้าง ที่เราไม่ค่อยได้มองหรือเลือกที่จะไม่จดจำ ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่รู้สึกมันต่างกัน การได้เขียนอะไรลงไปในกระดาษนั้นมันทำให้ได้เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถแชร์เรื่องราวในอดีตที่กระทบใจได้ง่ายขึ้น และก็สะเทือนใจกับมันน้อยลง และได้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เราได้มีความคิดที่จะเริ่มใหม่ด้วยตัวของเราเอง ”

 

นางสาวสิริกร ชินะประยูร

 

 

” การให้วาดวงกลม แล้วมีจุดตรงกลาง เรามีมากหมายหลายวิธีมากเพื่อจะสร้างวงกลมนั้นขึ้นมา โดยความคิดของเราเอง หรือ การให้คนอื่นเข้ามาช่วยเรา ก็เหมือนกับ เราจะทำสิ่งใดควรพึ่งตัวเอง ความคิดตัวเอง และอีกอย่างคือให้คนอื่นเข้ามาช่วยเราคิด ช่วยเราทำ ทุกอย่างก็จะออกมาตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้ สำเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยดี ต้องรู้จักตัวเอง และหันมามองคนรอบข้างบ้าง ควรเปิดโอกาสรับฟังคนอื่น อย่าฟังแต่ความคิดตัวเอง เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

 

แล้วก็มีกิจกรรมหลายๆอย่างที่ทำให้เรารู้ วิธีแก้ไข หรือทางออก ที่มันขึ้นอยู่กับใจเรา ว่าเราเข้มแข็งพอมั้ย ที่จะฟ่าฟัน สู้กับอุปสรรคนั้น พี่วิทยากรทำให้เห็นว่า อุปสรรค มัน ก็จะแฝงไปด้วยทางออก คือจะแก้ไขอย่างไร เราก็ต้องดูอุปสรรคนั้นก่อน เราถึงจะแก้ได้ตรงจุด แล้วก็กิจกรรมกล้องถ่ายรูป ทำให้เราเข้าใจถึงความกังวลกลัวเพื่อนจะชน คือ คิดถึงคนอื่น อยากให้เขาได้เห็นได้ลืมตามาเห็นวิวสวยๆ เกิดความประทับใจนั้นเอง

 

อีกกิจกรรมการเปรียบการเขียนเหมือนอะไร ตัวฉันเปรียบการเขียนเหมือน กับไข่กับลูกเจี๊ยบคือ เราต้องฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ คือ เขียน ก ข ค พอโตมาเป็นลูกเจี๊ยบก็เขียนได้มากขึ้น เหมือนเป็นการเรียนรู้พัฒนาตนเองขึ้นมา ส่วนกิจกรรมที่ฉันชอบมากที่สุดคือการได้วิ่งไปจับเป้าหมาย โดยมีอุปสรรคคอยขัดขวาง เพื่อนบางคนเลือกไม่มีอุปสรรค แต่ตัวฉันเลือกมีอุปสรรค เพราะฉันมองว่า การที่คนเราเกิดมาทุกคนย่อมมีอุปสรรคกันทุกคน ไม่ใช่ราบรื่นเหมือนเดินบนกลีบกุหลาบเสมอไป แล้วแต่ว่าจะมากหรือจะน้อยก็เท่านั้น การมีอุปสรรคไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่มันขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะมองอุปสรรคนั้นหนักหนา หรือ เบาบางมากแค่ไหน ถ้าคิดว่ามันหนักหนา ทำไม่ได้หรอก มันก็จะท้อ ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ลองทำเลย ”

 

นางสาวชลทิชา กุฎเงิน

 

 

“ อย่างแรกเลยคือเปิดการ์ดตรงหน้า3ใบ ไม่รู้ว่าจะแปลกไหม ถ้าจะบอกว่า การ์ดพวกนั้นเหมือนสื่อถึงความรู้สึก ภายในตัวเราได้ และการ์ดที่อยู่ตรงกลางที่อาจารย์วิทยากรให้เลือก (ส่วนนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้) ข้าพเจ้าได้เลือก ช่วยเหลือผู้อื่น และ ไว้ใจได้ดี น่าจะประมาณนี้ และอาจารย์วิทยากรได้ถามว่าแล้วเราจะได้สิ่งนี้อย่างไร ข้าพเจ้าสามารถตอบได้อย่างเต็มปากเลยว่า ข้าพเจ้าสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้เสมอเท่าที่ความสามารถของข้าพเจ้าจะทำได้ และยิ่งความไว้ใจเรามีให้ทุกคนเสมอ แต่บางที่ข้าพเจ้าก็แอบคิดว่า ทำไมเราให้ความไว้ใจแก่เขา แต่ทำไมเขาไม่มีความไว้ใจให้แก่เราบ้าง หรือเราคิดมากไป บางทีตัวข้าพเจ้าเองก็ควรปล่อยวางบ้าง

ในห้องเรียนทำให้ข้าพเจ้าเห็นตัวเองแล้วว่าเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง และยังมีความสับสนในตัวเองอยู่ ตอนที่อาจารย์วิทยากรบอกให้หยิบสีๆหนึ่งขึ้นมา ในตอนนั้นข้าพเจ้าได้หยิบสีเทา มันทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ตัวเราเองยังสับสน งุนงง คือเหมือนทุกอย่างยังไม่สุด แต่ก็บอกไม่ได้ว่าอย่างนั้นคืออะไร มันเหมือนกับว่า ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทำท่าเหมือนฝนจะตก แต่สุดท้ายก็อาจจะไม่ตก เหมือนเอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ข้าพเจ้ายังมีเรื่องให้คิดมาก อย่างการหาที่ฝึกงานอยู่ เลยทำให้ทุกอย่างมันดูสับสน งุนงงไปหมด

แต่ทั้งหมดทั้งมวลในบรรดาความสับสน งุนงงของตัวข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าค้นพบอยู่สิ่งหนึ่งคือ การทำให้พ่อแม่มีความสุข และสุขสบาย ท่านเหนื่อยกับเรามามากแล้ว เราควรจะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างถึงที่สุด และพ่อแม่คือแรงบันดาลใจ ที่จะทำให้ข้าพเจ้าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีเป้าหมายอีกครั้งค่ะ ”

 

นางสาวปุณยาพร ประชานอก