Phone:

Email: youngawakening@gmail.com

วิทยาศาสตร์แห่งการเขียนบำบัด

 

 

 

ทุกวันนี้ มีการศึกษาคุณประโยชน์จากการเขียนบันทึกอย่างแพร่หลาย ซึ่งค้นพบว่ามิเพียงส่งผลสำคัญด้านจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพทางร่างกายและระบบอวัยวะอีกด้วย (Smyth, 1998) นักวิจัยหลายท่าน (อย่าง Greenberg et al., 1996; Spera et al., 1994; Pennebaker and Francis, 1996) รายงานว่าผู้ที่ได้เขียนบันทึกจะช่วยคลายความทุกข์ ความเจ็บปวด และความโศกเศร้า และรู้สึกดีขึ้นมาก มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อีกท่าทีต่อผู้อื่น (Pennebaker & Graybeal, 2001) งานศึกษาอื่นพบว่าผู้ที่เขียนบันทึกต่อเนื่องเป็นช่วงเวลาหนึ่ง (1เดือน) ทำให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่ดีมีสุขมากยิ่งขึ้น (Park & Blumberg, 2002) แต่ละวันรู้สึกแจ่มใสกว่าแต่ก่อน (Páez et al, 1999) มีอาการซึมเศร้าน้อยกว่าเดิม (Lepore, 1997)

การเขียนบันทึกช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ สำหรับความผิดปกติหลังผ่านภยันอันตราย (Posttraumatic stress disorder) ดูแลความหลังฝังใจ ฝันร้าย และประสบการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา และช่วยพวกเขาค่อยๆเชื่อมโยงกับกิจกรรมและสถานที่ที่พวกเขาพยายามปฏิเสธ (Klein & Boals, 2001; Sloan & Marx, 2004a) ทั้งผู้ที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Smyth et al, 2002) สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก (O’Connor et al, 2003) ผู้ที่มีผู้ปกครองติดเหล้า (Gallant & Lafreniere, 2003) ผู้ที่วัยเด็กประสบกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง (Schwartz & Drotar, 2004) ผู้ที่เพิ่งผ่านความสัมพันธ์ที่แตกสลาย (Lepore & Greenberg, 2002) นักเรียนที่คิดฆ่าตัวตาย (Kovac & Range, 2002) และผู้หญิงที่ติดในมุมมองเชิงลบต่อร่างกายตัวเอง (Earnhardt et al, 2002) โดยยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าบุคคลแบบไหนจึงจะใช้วิธีการเขียนบันทึกได้ผลหรือไม่ได้ผล (Christensen et al., 1996)

มีหลายกรณีศึกษาที่สังเกตว่าการเขียนบันทึกเกี่ยวกับอารมณ์และประเด็นส่วนตัวอย่างต่อเนื่องมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Petrie et al, 2004) รวมทั้งเพิ่มปริมารณเซลล์ทีเฮลล์เปอร์ แอนตี้บอดี้ที่ตอบสนองต่อไวรัส Eptstein-Barr และ วัสซีนต้านไวรัสตับอักเสบบี (Pennebaker, 1997) ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่ไปโรงพยาบาลพบว่าความเจ็บป่วยโดยรวมลดลง (Norman et al, 2004) ทั้งระบบตับ (Francis & Pennebaker, 1992) ระบบรังไข่ (Smyth et al, 1999) และความดันโลหิต (Davidson et al, 2002) เป็นต้น

การเขียนบันทึกยังส่งผลให้ผู้ที่เพิ่งถูกขับออกจากงานได้กลับมาทำงานใหม่ (Spera et al, 1994) หยุดงานน้อยลง (Francis & Pennebaker, 1992) มีค่าเฉลี่ยเกรดสูงขึ้น (Cameron & Nicholls, 1998) ศักยภาพโดยรวมด้านกีฬาสูงขึ้น (Scott et al, 2003 และแม้กระทั่งมีความจำดีขึ้น (Klein & Boals, 2001) และพบว่าการเขียนบันทึกส่งผลกระทบให้เกิดการจังหวะหัวใจเต้นช้าลง การเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าบนผิวหนัง (electrodermal activity) และการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนไปในทิศทางของสุขภาพดี (Pennebaker, 1997)

กว่า 20ปีที่ผ่านมาของการวิจัยเกี่ยวกับการเขียนบันทึก หลักฐานสนับสนุนคุณประโยชน์ของการเขียนบันทึกอย่างแข็งขันและเติบโตขึ้นทุกๆปี (Baikie and Wilhelm, 2005)

 

 

ความคิดเห็นจากผู้ผ่านการอบรม “เขียนเยียวยา”

 

“ได้ยินมาพอสมควรว่า การเขียนสามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเยียวยาและใคร่ครวญภายในตนเอง จนเมื่อได้มาลองลงเรียนดูก็พบว่า เป็นกิจกรรมที่ ไม่ใช้ต้นทุนสูง ไม่ต้องการพื้นที่ใดๆ แต่อาศัยรูปแบบและการตั้งคำถามที่น่าสนใจในการสำรวจตนเอง และการเขียน ก็เป็นใช้เวลาที่เนิ่นช้ากว่าการคิดฟุ้งไป การได้เขียนออกมาทำให้เราได้ใคร่ครวญ และเรียบเรียงความคิด ความรู้สึก สัมผัสได้ถึงคุณค่าและพลังในการเยียวยาผ่านงานเขียน ”  — คุณธรากร (พงศ์) อาชีพ ครีเอทีฟเพื่อสังคม

 

“บาดแผลหรือรอยร้าวในจิตใจมันคลายลงไปได้จริงๆค่ะ แค่จรดปากกาแล้วระบายความคิดออกไป ในแบบที่ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น มันเป็นเหมือนการล้างๆๆๆ ขัดๆถูๆ ถึงแม้ว่าการกลับมาอ่านสิ่งที่เขียนซ้ำๆมันรู้สึกว่า เราเข้าใจตัวเองอยู่คนเดียว ก็อดอมยิ้มให้กับความบ้าคลั่งของตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ  รู้สึกว่าความเชื่อมั่นในตัวเองคือพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายในชีวิตที่ตั้งใจไว้  รู้สึกว่าเรารักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ รักที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลา รักที่จะหาโอกาสให้ตัวเองได้รับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตเสมอ  และรู้สึกว่าคนรอบข้างมักจะยิ้มให้เรา รู้สึกดีที่ได้ร่วมงาน มีพลังอบอุ่นและเย็นสบาย”  — คุณลดานที อาชีพ รับราชการครู

 

 

[ อ่านต่อ ]

หลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต

การเขียนบันทึกให้อะไร

ที่มาและหลักการ

 

 

ให้น้องบันทึก Ai ช่วยแนะนำ กิจกรรมที่เปิดรับสมัคร / พร้อมคำแนะนำเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นได้ค่ะ