Phone:

Email: youngawakening@gmail.com

 

ให้น้องบันทึก Ai ช่วยแนะนำ กิจกรรมที่เปิดรับสมัคร / พร้อมคำแนะนำเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นได้ค่ะ

 

 

 

ที่มาและหลักการเบื้องหลัง เขียนเปลี่ยนชีวิต

โดย อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม C.Ht (ครูโอเล่)  สถาบันธรรมวรรณศิลป์

 

ภาพประกอบจากการอบรม เขียนเปลี่ยนชีวิต กึ่งออนไลน์ :

www.dhammaliterary.org/เขียนเปลี่ยนชีวิต/

 

 

 

ปัจจุบันมีการนำการเขียนมาใช้ในวงการการศึกษาทางเลือก การบำบัดเยียวยาสุขภาพจิต ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพร่างกาย และการอบรมพัฒนาศักยภาพอย่างแพร่หลายมากขึ้น  ลักษณะการเขียนเช่นนี้มาจากสามสายหลักๆ ได้แก่ ๑ การเขียนบำบัด (Therapeutic Writing and Expressive Writing) ในวงการการแพทย์และสุขภาพ  ๒ การเขียนเพื่อการใคร่ครวญ (Reflective Writing)  และการเขียนบันทึกสร้างสรรค์ (Creative Writing) ในกลุ่มนักฝึกอบรม  ๓ และการเขียนเชิงจิตวิทยาในกลุ่มนักจิตวิทยาและนักฝึกอบรมที่เน้นกระบวนการการเขียน

 

สองสายหลังริเริ่มและพัฒนาแพร่หลายก่อนสายแรกในช่วงราวทศวรรษที่ 76-79 ซึ่งเพิ่งมีการศึกษายอมรับอย่างเป็นจริงเป็นจังในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมาเกี่ยวกับคุณประโยชน์จากการเขียนเชิงประจักษ์ด้านสุขภาพ จนมีงานศึกษาวิจัยจากกลุ่มบุคคลต่างๆ มากกว่า ๒๐๐ ชิ้น

 

สำหรับ หลักสูตร “เขียนเปลี่ยนชีวิต” ของสถาบันธรรมวรรณศิลป์ ใช้แนวทางองค์ความความรู้ที่พัฒนาจากทั้งสามสาย โดยดึงจุดเด่นของแต่ละแนวทางที่เคยมีการศึกษาวิจัย เผยแพร่ความรู้ และดำเนินงานมาแล้ว  ผสานกับองค์ความรู้ด้านการรู้จักตนเอง อาทิ จิตวิทยาเชิงกระบวนการ (Process Work)  จิตวิทยาตัวตน (Voice Dialogue)  เด็กน้อยภายใน  พุทธธรรม  เป็นต้น เกิดเป็นหลักสูตรการเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตในหลากหลายด้าน ได้แก่ เขียนค้นตน : เขียนเพื่อการรู้จักตัวตนหลากหลายด้าน , เขียนข้ามขอบ : เขียนเพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง , เขียนเยียวยา : เขียนเพื่อการบ่มเพาะความสุขและเยียวยาความทุกข์ในจิตใจ และ เขียนภาวนา : เขียนเพื่อกำกับจิตและพินิจหลักธรรมประสานกับจังหวะลมหายใจ โดยได้ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 30 รุ่น ในปี พ.ศ.2561

 

มีหนังสือตีพิมพ์เกี่ยวกับการเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตอย่างหลากหลายด้านในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Journalution , Writing as a Way of Healing , Write Yourself, Writing the Natural Way เป็นต้น นอกเหนือจากด้านสุขภาวะและการรู้จักตนเอง ยังเป็นหัวเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การบ่มเพาะเชิงจิตวิญญาณ การเขียนบันทึกเพื่อเข้าใจคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นต้น มีการจัดตั้งองค์กรเพื่ออบรมหรือบำบัดโดยใช้การเขียนอีกจำนวนไม่น้อย เกิดเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ ขายหนังสือ ประชาสัมพันธ์คอร์ส และเป็นชุมชนผู้เขียนบำบัด หลายสถาบันสุขภาพนำการเขียนเป็นกระบวนการช่วยบำบัดเยียวยา ฟื้นฟู และพัฒนาสุขภาพจิตและร่างกาย กับผู้ป่วยหลายอาการ ทั้งอาการทางจิต เช่น การซึมเศร้า การวิตกกังวล ผู้ติดเหล้าและสารเสพติด ผู้ถูกกระทำจากความรุนแรง ทั้งได้รับความเจ็บปวดทางกายและทั้งจิตใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้เข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช  ผู้มีคดีความต้องขัง ผู้เข้ารับการให้คำปรึกษา อีกทั้งบุคคลทั่วไปที่มีความเครียด มีความไม่สบายใจ ติดอยู่กับปมปัญหา มีความไม่กล้าแสดงออก กำลังสับสน เผชิญปัญหาทางใจเรื่องต่างๆ หรือประสบปัญหาสุขภาพกาย เป็นต้น

 

 

การเขียนบำบัดในวัฒนธรรมไทย

ย้อนอดีตกลับมาหารากเหง้าของเรา ศิลปะในวิถีไทยมิว่าจะเป็นการวาด การรำ การร้อง ดนตรี และการประพันธ์ ล้วนผูกพันกับวิถีชีวิต การงาน ชุมชน และศาสนาอย่างแนบแน่น ศิลปะเป็นไปทั้งขัดเกลาจิตใจ แสดงความเคารพและสายสัมพันธ์ต่อธรรมชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กล่อมเกลาและร้อยดวงใจ อย่างการร้องเต้นรำทำเพลง ระหว่างขั้นตอนการทำนาและหลังเก็บเกี่ยวพืชผล ประเพณีลอยกระทง นิทานพื้นบ้าน ฯลฯ สมัยก่อน การงานและชีวิตประจำวัน มิได้แยกขาดจากการเล่นและศิลปะดังทุกวันนี้  ท่านรพินทรนาถ ฐากูร “ครุเทพ” นักปรัชญาและกวี เชื่อว่า “การที่คนเราจะมีพัฒนาการแห่งบุคลิกภาพและสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้นั้น  การประกอบอาชีพกับการทำงานศิลปะ  ต่างก็เป็นด้านของชีวิตที่ไม่อาจแยกจากกันได้”

 

การประพันธ์ผลงานเพื่อเยียวยาหรือบรรเทาความไม่สบายทางใจ ยังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในวรรณคดีและคำประพันธ์ดังกรณี รศ.112 ไทยสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอัน เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 5    ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก ที่ไม่สามารถรักษาดินแดนของบุรพกษัตริย์ไว้ได้  ถึงกับประชวร  และไม่ยอมเสวยพระโอสถ  ไม่ประสงค์ที่จะมีพระชนชีพอยู่อีกต่อไป ทรงพระราชนิพนธ์คำฉันท์ดังนี้

 

“เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์           มานะเรื่องบำรุงกาย

ส่วนจิต  บมีสบาย                     ศิระกลุ้มอุราตรึง

ตริแต่จะถูกรึง                          อุระรัดและอัตรา

กลัวเป็นทวิราช                        บ ตริป้องอยุธยา

เสียเมืองต้องนินทา                 บ ละเว้น ฤ วางวาย

คิดใดจะเกี่ยงแก้                      ก็ บ พบซึ่งเงื่อนสาย

สบหน้ามนุษย์อาย                   จึงจะอุดและเลยสูญ”

 

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกราบทูลห้ามไว้ทรงตอบพระนิพนธ์อุปมาเรือขาดกัปตันจะไร้ทิศทาง ความทุกข์จะทวี ประเทศชาติมิอาจไปรอด

 

“ดุจเหล่าพละนา                      วะเหว่ว้ากะปิตัน

นายท้ายฉงนงัน                      ทิศทางก็คลางแคลง

อึดอัดทุกหน้าที่                        ทุกข์ทวีทุกวันวาร

เหตุแห่งบดียาน                       อันเคยไว้น้ำใจชน”

 

นิราศภูเขาทอง ของ “สุนทรภู่” กวีเอกของไทย อุปมาชีวิตตนกับธรรมชาติที่พบระหว่างเดินทางอย่างงดงามบางบทสะท้อนความรู้สึกอาลัยถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งทรงมีพระคุณใหญ่หลวงต่อผู้ประพันธ์ ครั้นท่านเสด็จสวรรคตสุนทรภู่ก็เป็นอันตกทุกข์ได้ยาก

 

“ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด                คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร      แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด     ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น                  ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา”

 

 

พลังการเขียนในมือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

บันทึกและการร้อยเรียงคำประพันธ์เป็นช่องทางหนึ่งเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกในใจให้ผู้ประพันธ์ บางเรื่องราวยากที่จะเอ่ยแก่ผู้ใดได้ จึงมีการเขียนเป็นเครื่องช่วยบรรเทาความอึดอั้นทางใจ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ เด็กหญิงชาวยิวคนหนึ่ง เธอได้รับของขวัญเป็นสมุดปกผ้าสีแดงสลับขาว เธอตัดสินใจใช้เป็นสมุดบันทึกเรื่องราวชีวิตนับตั้งแต่นั้น ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า สมุดบันทึกเล่มนี้จะถูกเรียบเรียงแล้วตีพิมพ์จำหน่ายทั่วโลกในกาลต่อมาแม้เธอมิใช่นักเขียนชื่อดัง แต่เรื่องราวที่ซื่อใสท่ามกลางความโหดร้ายของสงครามประทับใจผู้อ่านมากมายเธอเขียนระบายความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตามวัย แสดงแง่มุมอันหลักแหลมผ่านเรื่องเล่าอันมีเสน่ห์ เธอบอกเล่าความยากลำบาก ความเศร้า ความหวาดกลัว  การจัดการกับความตึงเครียดและปัญหาต่างๆ ภายในที่ซ่อนลับที่พวกเธอต้องแอบพักพิงอยู่นานสองปี ขณะทหารนาซีเยอรมันเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์

 

เธอคือ แอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank) ผมถือว่าเธอเป็นครูคนหนึ่งของการเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตเพราะได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการเขียนบันทึกไว้ก่อนหน้านักวิจัยอยู่นานนัก  โดยย่อหน้าแรกบันทึกของเธอ เขียนคุยกับสมุดบันทึกของตัวเองว่า “ฉันหวังว่าจะไว้วางใจ “เธอ” ได้ทุกเรื่อง อย่างที่ฉันไม่อาจวางใจผู้หนึ่งผู้ใดเลย และหวังว่า “เธอ” จะเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการปลอบประโลมใจฉัน”

 

การบันทึกคือเครื่องมือสำคัญสำหรับการดูแลตัวเอง ดัง แอนน์ แฟรงค์ เล่าในสมุดบันทึกของเธอ

“ออกจะแปลกไม่น้อยที่คนอย่างฉันเขียนสมุดบันทึก ไม่ใช่เพราะฉันไม่เคยทำ แต่รู้สึกว่าแม้แต่ตัวฉันหรือใครก็ตามคงไม่สนใจเรื่องความในใจของเด็กผู้หญิงอายุ 13 ปี แต่ช่างเถอะ! ก็ฉันอยากเขียนนี่ ข้อสำคัญก็คือ ฉันต้องการระบายเรื่องต่างๆ ที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งหัวใจฉันออกมา

 

“กล่าวกันว่า “กระดาษนั้นอดทนกว่ามนุษย์” จริงสิ ฉันนึกถึงคำกล่าวนี้ได้ในวันหนึ่งซึ่งฉันรู้สึกจิตใจหดหู่และหม่นหมอง ฉันนั่งเท้าคาง รู้สึกเบื่อหน่าย กะปลกกะเปลี้ย ไม่อยากทำอะไร แม้แต่จะออกไปนอกบ้านก็ตัดสินใจไม่ได้ ใช่สิ กระดาษน่ะอดทนแน่ ฉันจึงระบายความในใจลงสมุดบันทึกปกแข็งที่เรียกกันทั่วไปว่า “สมุดบันทึก” ฉันไม่ประสงค์ให้ใครแม้สักคนอ่านบันทึกของฉัน นอกเสียจากว่าฉันจะมีเพื่อนแท้

 

“ฉะนั้นก็มาถึงจุดที่ว่า ทำไมฉันเขียนสมุดบันทึก ก็เพราะฉันขาดเพื่อนแท้ที่จะระบายอะไรๆ ให้ฟังนั่นเอง

 

“…ดังนั้น เมื่อฉันไม่มีเพื่อนแท้ที่เฝ้าคอยมานาน ฉันจึงต้องอุปโลกน์ให้สมุดบันทึกเล่มนี้เป็นเพื่อนแท้ของฉัน ฉันไม่ต้องการเพียงบันทึกเหตุการณ์ประจำวันต่างๆ อย่างที่คนส่วนมากทำ แต่ฉันจะให้สมุดบันทึกนี้เป็นเสมือนเพื่อนสนิทคนเดียวของฉัน จึงขอตั้งชื่อสมุดนี้ว่า “คิตตี้” ฉันจะถือว่า “คิตตี้” คือเพื่อนแท้ที่ฉันระบายความในใจให้ฟังได้ทุกอย่าง”

 

 

 

การเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตในยุคสมัยใหม่

ผู้บุกเบิกการเขียนบันทึกเพื่อทบทวนตัวเอง หรือ“Introspective journal” คือนักเขียนชาวอังกฤษและนักจิตวิเคราะห์นาม Marion Milner เธอเขียน “An Experiment in Leisure” ค.ศ. 1930 ก่อน แอน แฟรงค์ ได้สมุดปกสีแดงสลับขาวราว 12 ปี Marion ได้เล่าผ่านหนังสือเล่มนี้ว่าได้ใช้การบันทึกเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและธรรมชาติแห่งความสุข

 

ต่อมาในปี ค.ศ.1966 Dr.Ira Progoff  นักจิตวิทยาสาย คาร์ล ยุง (Carl Gustav Jung) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยจิตวิทยาแนวลึก และผู้ก่อตั้ง Dialogue House พัฒนาระบบการเขียนบันทึกที่เรียกว่า “Intensive Journal” เป็นวิธีการบันทึกเชิงจิตวิทยา เพื่อค้นพบปัญญาญาณภายใน ผ่านจินตนาการ นิมิตและความฝัน จัดชุดอบรมอย่างแพร่หลายในอเมริกา มีผู้เข้าอบรมกว่า 250,000 คน มีผู้ได้รับการฝึกเป็นวิทยากรนับร้อยคน ถือเป็นรูปแบบการบันทึกที่ลึกซึ้ง“At Journal Workshop” ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 65 หนังสือ “Psychospiritual” เล่มสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20

 

ผู้วิจัยเกี่ยวความเชื่อมโยงระหว่างการเขียนระบายความรู้สึกกับการมีสุขภาพดี เป็นที่รู้จักคนแรกๆ คือ James W. Pennebaker ตั้งแต่ปี ค.ศ.1986 เขาค้นพบจากการให้กลุ่มศึกษาจำนวนหนึ่งเขียนบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ความเจ็บปวดของตนเอง วันละ 20 นาที 4 วันต่อเนื่อง แล้วจึงวัดความดันเลือด อ่านบันทึกเหล่านั้น และสัมภาษณ์ พบว่าการเขียนเกี่ยวกับบาดแผลความเจ็บปวดของจิตใจมีพลังมากกว่าที่เคยคาดไว้  การเขียนเกี่ยวกับความคิดลึกๆในใจพวกเขาทำให้เกิดมุมมองเชิงบวก การบันทึกประสบการณ์เลวร้ายนั้น ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและความรู้สึกของตนเองแล้วสามารถซึมซับความหมายจากเหตุการณ์สู่การดำเนินชีวิตของพวกเขา  จากการศึกษาต่อมายังพบอีกว่า การเขียนระบายความรู้สึกบาดแผลในใจทำให้คลื่นการทำงานของสมองทั้งสองซีกมีการประสานสอดคล้องกัน ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันและทนทานต่อความตึงเครียดได้มากขึ้น

 

Elizabeth Broadbent  มหาวิทยาลัยแห่งออกแลนด์ ได้ศึกษากับกลุ่มผู้สูงอายุ อายุระหว่าง 64-97 ปี พบว่าการเขียนในลักษณะเยียวยาจิตใจผ่านการระบายเหตุการณ์ความทุกข์ที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว การทดลองนั้นทำโดยตัดชิ้นผิวหนังเล็กๆทิ้งไว้ให้เป็นแผล แล้วคอยติดตามดูการรักษาของร่างกาย ซึ่งกลุ่มที่ได้เขียนมีจำนวน 76% แผลได้หายดี ขณะที่อีกกลุ่มมีเพียง 42% เท่านั้น

 

จาการศึกษาของ Gilie Bolton  ผู้พัฒนาการเขียนสะท้อน “Reflective Writing” การเขียนบำบัด “Therapeutic Writing” ได้วิจัยกับคนป่วยโรคมะเร็งร่วมกับผู้บำบัดรักษา สรุปว่าการเขียนช่วยทำให้พวกเขาได้ค้นพบและเปิดเผยความคิดความรู้สึกลึกๆ ของตัวเอง ช่วยพัฒนาการสื่อสารความรู้สึกและเรื่องราวสำคัญของพวกเขาระหว่างกันและกับคนสำคัญของตน ช่วยทำให้ไตร่ตรองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เหตุการณ์ และธรรมชาติ อีกทั้งช่วยพวกเขาให้ภูมิใจในตัวเองมากขึ้น เชื่อมั่นในความสำเร็จมากขึ้น

 

ในประเทศไทย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์  เขียนหนังสือ “มหัศจรรย์แห่งการเขียน” บอกเล่าประสบการณ์ตรงและเทคนิคการเขียนเพื่อเยียวยาและสร้างพลังชีวิต โดยได้สอดแทรกความรู้ด้านสมอง การเรียนรู้ และความสุข  ซึ่ง นพ.วิธาน ได้กล่าวยืนยันสิ่งที่ Pennebaker ค้นพบเกี่ยวกับการกระตุ้นการทำงานสอดประสานของสมองด้วยการเขียน

 

มหาวิทยาลัยบางแห่งของต่างประเทศ เปิดหลักสูตร Creative Writing สอนการเขียนสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับเรื่องจิตใจ เช่น มหาวิทยาลัยนาโรปะ ใช้กระบวนการเรียนรู้แนว Contemplative ให้กลับมาอยู่กับตัวเอง ฝึกสมาธิภาวนา ควบคู่กับวิชาการเขียนสร้างสรรค์และวิชาอื่นๆ

 

Louse Desalvo อาจารย์และนักเขียนชาวอเมริกัน ได้พบว่าการบันทึกช่วยเยียวบาดแผลในจิตใจของเธอ จึงได้นำการเขียนบันทึกมาใช้ในการเรียนการสอนกับนักศึกษาวิทยาลัยฮันเตอร์ เป็นเวลายี่สิบปีจนเกิดเป็นหนังสือ “Writing as a Way of Healing”  เธอกล่าวว่า การเขียนบันทึกเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเราที่ยอดเยี่ยม เพราะบันทึกได้เก็บสิ่งที่เราเขียนเอาไว้ แสดงให้เห็นแบบแผนของงานเขียนและความรู้สึกของเรา เห็นการตอบสนองต่อตัวเราเองและต่อการเขียน เห็นจุดแข็งสำหรับเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและท้าทาย ช่วยเราก้าวผ่านช่วงที่ยาก นำทางการเขียน และเกื้อหนุนจิตวิญญาณของเรา

 

เครื่องมือพื้นฐาน : การเขียนไม่หยุดปากกา

“เขียนไม่หยุดปากกา” ซึ่งมีอีกหลายชื่อคือ “เขียนออโต้เมติก” “เขียนกึ่งอัตโนมัติ” “Semi-Automatic Writing”  “Free Writing” เขียนจากกระแสสำนึก หรือ “Stream of Consciousness writing” และอีกหลายนาม ซึ่งใช้อย่างแพร่หลายในการจัดกิจกรรมอบรม และการบำบัดรักษาจิตใจด้วยการเขียน ซึ่งพัฒนามาจากวิธีการของซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ที่ให้ผู้เข้ารับการรักษาพูดระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่ควบคุม เพื่อค้นพบสิ่งที่เก็บกดอยู่ในจิตไร้สำนึก

 

การเขียนไม่หยุดปากกานี้ คือการเขียนออกมาเรื่อยๆ เขียนออกมาจากหัวใจ เขียนออกมาจากความนึกคิด โดยไม่ต้องกลั่นกรอง ควบคุม วางแผน เขียนออกมาไม่หยุดจนกว่าจะหมดเวลาหรือรู้สึกพึงพอใจ ซึ่งการเขียนแบบนี้เช่นเดียวกับวิธีการทางจิตวิเคราะห์ จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใจของเรา ไม่ว่าความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์ ความทรงจำ และสิ่งต่างๆในจิตใจส่วนลึกที่เราไม่รู้จัก หรือเรียกว่า “จิตไร้สำนึก” ได้ปรากฏลงมาบนหน้ากระดาษ

 

Romilla Ready และ Kate Burton บอกเราว่า จิตสำนึกนั้นเป็นเรื่องของการทำงานอย่างเป็นเส้นตรง ตามลำดับ ภาษา ความเป็นเหตุผล คณิตศาสตร์ และการวิเคราะห์ ขณะจิตไร้สำนึกเป็นเรื่องของการทำงานเป็นองค์รวม ความคิดสร้างสรรค์ ปัญญาญาณหรือปิ้งแวบ การดูแลความรู้สึก และการเก็บความทรงจำ

 

การเขียนไม่หยุดปากกาจึงเป็นอุบายหนึ่งเพื่อให้จิตและสมองคิดนอกเส้นตรงเดิมที่สู่การคิดด้วยจิตใต้สำนึกและนอกกรอบมุมมองเดิม

 

กลับมาใช้หัวใจ

ดร.เจ. แอนดรู อาเมอร์ (J Andrew Armour)  มหาวิทยาลัยดาลฮูซี่  นำเสนอหลักฐานว่า “มีสมองอยู่ในหัวใจ”  ทั้งเซลล์ประสาทหลายประเภท โปรตีนและเซลล์สนับสนุนต่างๆ เป็นวงจรในตัวเองทำงานเป็นสมองอย่างเป็นอิสระจากสมองที่หัว แต่เชื่อมโยงถึงกันหัวใจจะส่งสัญญาณสู่สมองในส่วนที่เรียกว่า “เมดูลลา” มีผลต่อการกำกับการทำงานของเส้นเลือด ต่อมฮอร์โมนต่างๆ ระบบอวัยวะภายใน รวมทั้งหัวใจ  นอกจากนี้สัญญาณจากหัวใจยังส่งถึงสมองส่วนนอก ซึ่งกำกับการทำงานของเหตุผลและความคิดที่สูงขึ้น  โดยมีอิทธิพลก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการทำงานของสมองส่วนนี้ อีกทั้งสัญญาณจากหัวใจยังมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทในสมองส่วนที่เรียกว่า “อมิกดาลา” มีบทบาทในการให้ค่าทางอารมณ์ความรู้สึกกับสิ่งที่รับรู้

 

การทำงานของร่างกายไม่ได้แยกขาดเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน กรณีของสมอง ก็ทำงานร่วมกับหัวใจและอวัยวะอื่นๆอีกด้วย ความคิดความรู้สึกจึงไม่ได้เกิดขึ้นที่สมองอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานอย่างประสานร่วมมือกัน ร่างกายเปรียบดังองค์กรขนาดใหญ่

ความเข้าใจด้านสมองที่เป็นที่รู้จักทั่วไป คือสมอง 2 ซีก ซีกซ้าย ทำงานด้านตรรกะ ภาษา เหตุผล รับรู้เป็นขั้นตอน วิเคราะห์ ฯลฯ ซีกขวา ทำงานด้านอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานอย่างไม่มีขั้นตอน ปิ้งแวบ สังเคราะห์ ฯลฯ

 

นายแพทย์วิธาน  ฐานะวุฑฒ์ ได้กล่าวว่า “การเผชิญหน้ากับความรู้สึกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนในยุคสมัยนี้ เนื่องจากมีค่านิยมว่าการแสดงความรู้สึกเป็นการแสดงความอ่อนแอ  มีการสอนเด็กๆ ให้เก็บความรู้สึก  ไม่ควรแสดงความรู้สึก  และมุ่งให้ใช้แต่ความคิดและเหตุผล

 

“สมองมนุษย์มีสามชั้น ได้แก่ สมองชั้นนอกที่ใช้คิด  สมองชั้นกลางที่ดูแลเรื่องอารมณ์ความรู้สึก  และสมองชั้นในเกี่ยวข้องกับร่างกายการเคลื่อนไหว  ซึ่งสมองทั้งสามต้องทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว  การหลีกเลี่ยงใช้ความรู้สึกจะทำให้สมองชั้นกลาง “ฝ่อ” และศักยภาพลดต่ำลง ซึ่งหากใช้แต่สมองชั้นนอก ด้วยการคิดให้มาก จะทำให้เกิดเป็น “ความคิดซ้ำซาก” ความคิดแบบวนเวียน ไม่ใช่ “สร้างสรรค์”  ความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเกิดได้ดีก็ต่อเมื่อสมองทั้งสามชั้น ทำงานประสานสอดคล้อง  โดยกระตุ้นสมองชั้นกลางด้วยการ ใช้ความรู้สึกมากขึ้น  กระตุ้นสมองชั้นในสุดด้วยการ “อยู่กับร่างกาย” ให้มากขึ้น

 

“การเขียนสิ่งที่รู้สึกออกมา จะกระตุ้นให้ทั้งสมองชั้นกลางและชั้นในประสานกับสองชั้นนอกได้เป็นอย่างดี”

 

 

เครื่องมือพื้นฐาน : เขียนด้วยมือไม่ถนัด

นอกจากการเขียนไม่หยุดปากกาแล้ว อีกวิธีการซึ่งใช้ในหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต ของสถาบันธรรมวรรณศิลป์ คือ การเขียนด้วยมือไม่ถนัด

 

ดร. Lucia Capacchione ได้ศึกษาเรื่องการเขียนสร้างสรรค์ด้วยมืออีกข้าง ด้วยกลุ่มนักศึกษาซึ่งได้ลองเขียนด้วยทั้งสองมือ พบความแตกต่างระหว่างการเขียนด้วยมือข้างถนัดและมืออีกข้างที่ไม่ถนัด ดังนี้

 

มือถนัดเขียน มีลักษระอ่านง่าย เรียบร้อย ควบคุมได้ คุ้นชิน เร็ว คล่องแคล่ว ชำนาญ แม่นยำ ตามกฎ สติปัญญาความคิด จิตสำนึก ระเบียบ เหตุผล ใช้สติปัญญา ยึดตนเป็นใหญ่ วิจารณญาณ การตัดสิน แข็งทื่อ สมบูรณ์เรียบร้อย คำยาวๆ วนไปรอบๆ

 

ส่วนมืออีกข้างนั้น มีลักษณะอ่านยาก ยุ่งเหยิง งุ่มง่าน แปลก ช้า ลำบาก ไม่พอใจ ไม่คุ้น เหมือนเด็ก อารมณ์ ความรู้สึก จิตไร้สำนึก ไร้กฎเกณฑ์ ญาณทัศนะ กล้าหาญ ตรงไปตรงมา ความเป็นกวี ไหลลื่นตามธรรมชาติ คลาดเคลื่อนกลับตาลปัตร สั้น กระชับ คำพื้นๆ แต่เข้าประเด็น

 

การเขียนด้วยมืออีกข้าง ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การมองในมุมใหม่ มีสติกับการเขียน ใส่ใจในทุกการลากเส้น  เล่นด้วยเอาจริงด้วย ผ่อนคลายตัวเองจากกรอบยึด และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของตัวตนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ ทำให้ปลดปล่อยจิตไร้สำนึก เผยความรู้สึกที่เก็บซ่อน ตัวตนที่เราทิ้งไป ใช้ปัญญาภายใน และพลังเยียวยาตัวเอง เขียนอย่างเป็นธรรมชาติและซื่อใส พัฒนาศักยภาพอีกด้านที่เราไม่ได้ฝึกฝน

 

มืออีกข้างทำให้เราเชื่อมโยงกับร่างกาย ศักยภาพของสมองซีกขวาซึ่งเป็นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และปัญญาในจิตไร้สำนึก หรือเรียกว่าจากส่วนลึกของจิตเรา เพราะเป็นการเขียนด้วยวิธีการที่เราไม่คุ้นเคย เหมือนกับเรามองในมุมใหม่ หรือทำสิ่งเดียวกันด้วยวิธีที่แปลกจากเดิม

 

จากการศึกษา ของ Lucia Capacchione ลูกศิษย์และคนไข้ของเธอหลายคนรายงานว่า พวกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตทันทีที่ได้ลองเขียนมืออีกข้าง

 

 

การเขียนกับพุทธศาสนา

หากพูดในเชิงพุทธศาสนา การระบายด้วยการเขียนและวาดบันทึก สามารถเป็นการพัฒนาตัวเองด้วยศีล อนุสติ สมาธิ และปัญญา

 

ศีล คือพฤติกรรมและฐานกาย การเขียนบันทึกทำให้เรากลับมาใส่ใจตัวเอง ดูแลตัวเองอย่างเป็นองค์รวม รับฟังเสียงภายใน เป็นมิตรแก่ตัวเอง ไม่ทำร้ายตัวเอง ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

 

การบันทึกความรู้สึก ทำให้เราเผชิญหน้ากับปัญหาและความคิดรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อตรง นี่คือการฝึกสติระยะต้น และทำให้เรารู้เท่าทันตัวเองมากขึ้น ทั้งด้านอารมณ์ ด้านความคิด และด้านพฤติกรรม

เมื่อเราได้รับฟังตัวเอง เผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก ศิลปะของการเขียนและการวาด ทำให้สิ่งต่างๆเหล่านั้นเห็นชัดขึ้น เป็นรูปเป็นร่างหรือรูปธรรมมากขึ้น เราสามารถสังเกต ใคร่ครวญ วางมันลงจากการยึดติด นี่คือด้านสมาธิ จนน้อมนำจิตใจระลึกถึงสิ่งที่ดี หรือเขียนนำพาใจระลึกถึงสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆ เหล่านี้คืออนุสติ คือการทำใจน้อมนำสิ่งที่ดี

 

การเขียนบันทึกจึงเป็นมากกว่าการระบาย เราได้ปลดปล่อยตัวเอง ใคร่ครวญกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเกิดความเข้าใจ ตระหนักในมุมมองที่กว้างกว่าเดิม เห็นทางออกหรือวิธีการแก้ไขปัญหากล่าวคือเกิดปัญญา

 

 

สมดุลของชีวิตเกิดจากการยอมรับ

Lucia Capacchione กล่าวว่า “การบันทึกด้วยการวาด ได้กำหนดจุดเปลี่ยนของความป่วยไข้ของฉัน มันนำทางสู่ช่วงแห่งการเยียวยาและค้นพบตัวเอง มันจุดแสงสว่างส่องความหมายของปัญหากระจ่างแจ้ง การวาดคือแผนที่สู่การฟื้นคืน แสดงให้ฉันเห็นว่าต้องหยุดสิ่งที่เคยทำแล้วทำเล่า ฉันเคยตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างยิ่งยวดนานถึง 5 ปีมาก่อน เคยหย่าร้าง โยกย้ายถิ่นฐาน สมาชิกครอบครัวล้มป่วย เอาตัวรอดกับการเป็นครอบครัวเชิงเดี่ยวและเปลี่ยนงานถี่ยิบ มันไม่ใช่การที่ใครสักคนตกลงมาเหมือนเด็กทารกหรือแบบเด็กน้อย มันคือการยอมจำนนต่อความต้องการของร่างกายและอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่การเยียวยาและการเกิดใหม่”

 

สมดุลทางอารมณ์ (Emotional Balance)  คือการที่เราสามารถดูแลอารมณ์ไม่ให้เกินขอบเขต รู้เท่าทันตนเอง ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ และสามารถใช้พลังด้านความรู้สึกในทางที่สร้างสรรค์ได้

วิธีการแก้ปัญหาคือการฝึกดูแลอารมณ์ ฝึกควบคุมตัวเอง ทำความรู้จักอารมณ์ต่างๆ ผ่านความรู้ด้านจิตวิทยาก็ดี ผ่านคำสอนทางศาสนาก็ได้ ที่สำคัญคือการเจริญสติเพื่อรู้เท่าทันอารมณ์ในเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น

 

การเขียนบันทึกเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลอารมณ์และสร้างความสมดุลให้กับอารมณ์ ดังที่ ดร.Beth Jacobs กล่าวว่าด้วยการเคลื่อนไหวทางกายภาพของการเขียน (Physical act of writing) ก็สามารถบรรเทาและเอื้อให้ความรู้สึกผ่อนคลายลง การเขียนบันทึกส่วนตัวนั้นสร้างพลังสร้างสรรค์และความเป็นอิสระในตัวบุคคล แล้วนำคุณภาพหลากหลายเพื่อควบคุมอารมณ์ที่ซับซ้อน

ในทางการบำบัดของคลินิก ดร.Beth กล่าวเพิ่มเติมว่า การเขียนบันทึกช่วยให้คนไข้เปลี่ยนจากความช่วยเหลือที่ได้รับจากแพทย์เป็นกระบวนการรักษาที่เธอดูแลจัดการเอง  เธอค้นพบจากความคิดเห็นของคนไข้ตัวเองว่าการเขียนบันทึกส่งผลประโยชน์ได้หลายทาง  การเขียนบันทึกยังเกื้อหนุนทักษะการยืดหยุ่นเพื่อดูแลและเข้าใจอารมณ์ของตนได้ ทำให้เธอแนะนำคนไข้หรือผู้เข้ารับคำปรึกษาได้เขียนบันทึกเพื่อดูแลอารมณ์ของตนเอง

 

 

พลังของจินตนาการ และ การคิดเป็นภาพ

จินตนาการเป็นวิธีการเยียวยาโดยธรรมชาติของมนุษย์  มีทั้งผ่านการฝันกลางวัน ความฝันยามหลับใหล และงานศิลปะ  ในยามตื่นฝันกลางวันคือการฝันเฟื่องถึงสิ่งที่ไม่เป็นจริง ส่วนหนึ่งเรารู้สึกขาดแคลนและต้องการเติมเต็ม ส่วนหนึ่งมาจากความวิตกกังวล ความอยาก และความคิดฟุ้งซ่าน ยามหลับฝันสิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกได้แสดงออกผ่านสัญลักษณ์ และงานศิลปะนั้น เราได้หาวิธีการแสดงออกของความคิด ความรู้สึก และตัวตนผ่านการรังสรรค์ความงดงาม

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ผู้กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ได้คิดค้นทฤษฏีสัมพันธภาพอันถูกประยุกต์ใช้สร้างระเบิดปรมาณู ด้วยการคิดเป็นภาพ หรือจินตนาการนั่นเอง เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึง Jacques Hadamard นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เล่าว่า

 

“คำหรือภาษาอย่างที่พูดหรือเขียนกันนั้น น่าจะไม่มีบทบาทใดๆ กับกลไกการคิดของผมเลย สิ่งที่เป็นรูปธรรมทางจิตใจที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคิดคงได้แก่ สัญลักษณ์ที่แน่นอนและภาพที่มีความชัดเจนพอสมควร ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ และผสานรวมกัน “ได้เองโดยอิสระ” แน่ละ มีการเชื่อมต่อที่แน่นอนอยู่อย่างหนึ่งระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นกับแนวคิดเชิงเหตุผลที่เกี่ยวข้อง และยังชัดเจนด้วยว่าความต้องการที่จะไปให้ถึงแนวคิดซึ่งต่อเชื่อมกันอย่างมีเหตุผลนั้น ตั้งอยู่บนฐานของอารมณ์ความรู้สึก ที่ค่อนข้างคลุมเครือหยอกเอินกับองค์ประกอบข้างต้นแต่ถ้ามองในแง่จิตวิทยา การหยอกเอินผสมผสานความคิดเช่นนี้ดูจะเป็นสาระสำคัญสำหรับการคิดอย่างมีประสิทธิผล ก่อนหน้าที่จะต่อเชื่อมมันด้วยโครงสร้างเชิงตรรกะออกมาเป็นคำหรือสัญลักษณ์ประเภทอื่นๆ ซึ่งสามารถใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้”

 

การคิดด้วยภาพสัญลักษณ์ หรือจินตนาการ ในลักษณะข้างต้นนี้เป็นการคิดด้วยสมองทั้งสองซีก คือซีกด้านตรรกะ ความคิด และภาษา กับด้านจินตนาการและความรู้สึก จึงเป็นการคิดที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก เวลาหาคำตอบ แก้ปัญหา คิดค้น หรือวางแผน แทนที่เราจะคิดด้วยคำพูดในใจเพียงอย่างเดียว เราสามารถคิดด้วยจินตนาการให้เห็นภาพ มีชีวิตชีวา และหากรวมถึงเสียง กลิ่น สัมผัส รส และอารมณ์ก็ยิ่งเป็นการคิดที่ชัดขึ้น มีพลังมากขึ้นเราสามารถคิดด้วยการเขียนซึ่งเราส่วนใหญ่น่าจะคุ้นชินกับการใช้กระดาษทดเลขในห้องเรียน เราสามารถใช้การเขียนเพื่อวางแผนและช่วยให้ตกผลึกประเด็นในใจ ด้วยการเขียนทั้งถ้อยคำและภาพอย่างสร้างสรรค์

 

ศาสตร์แห่งการสั่งจิต หรือ “Hypnosis” ใช้จินตนาการเป็นเครื่องมือดึงพลังของความเชื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค หรือการดึงดูดความสำเร็จ จินตนาการจากความเชื่อที่มั่นคงทำให้ความคิดของจิตรวมเกิดเป็นพลังเหมือนแสงรวมเป็นเลเซอร์ การฝันกลางวันทั่วไปของเราเป็นอย่างเลื่อนลอยไร้สติ แต่การฝันอย่างชัดเจนหรือที่เรียกว่า “Lucid Dream” เป็นการจินตนาการอย่างชัดเจนสิ่งที่ต้องการหรือดึงภาพนิมิตจากจิตไร้สำนึก การฝันถึงเป้าหมายอย่างมีชีวิตชีวาและอารมณ์ร่วมเป็นการดึงดูดเป้าหมายให้ใกล้เข้ามา ด้วยเราเกิดแรงกระตุ้นเร้าให้ลงมือกระทำอย่างมีความหวังและความเชื่อมั่น

 

พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา กล่าวเกี่ยวกับการใช้จินตนาการในการบำบัดว่า“จินตภาพบำบัด  หรืออิมเมเจอรี่ เธอราปี (Imagery Therapy) เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกสาขาหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาสุขภาพกายและจิต  โดยสอนให้ผู้ป่วยฝึกสร้างจินตภาพบางอย่าง  เพื่อเอาชนะปัญหาที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่

 

“มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า  จินตภาพบำบัด  เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก  สามารถใช้ควบคู่กับการบำบัดทางการแพทย์  นอกจากนี้จินตภาพบำบัดยังใช้แก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้ด้วย เช่น ปัญหาความรัก  การงาน  การเงิน”

 

การเขียนในเชิงจินตภาพ หรือใช้การจินตภาพควบคู่กับการเขียนจึงทำให้การบันทึกเป็นมากกว่าการบันทึกเพื่อจดจำหรือระบายความรู้สึก แต่เพื่อการคิดใหม่ (ReThink) เกี่ยวกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นและความเข้าใจชีวิต รวมทั้งช่วยให้ผู้เขียนมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวผ่านปัญหานั้นไปได้

 

การคิดเป็นภาพหรือจินตภาพยังสอดคล้องกับกลไกของจิตใจในพุทธศาสนา เรื่อง ขันธ์ ๕ กล่าวคือจิตใจนั้นเกิดจากกระทบของผัสสะ ปรุงแต่งร่วมกับความจำได้หมายรู้ และการรับรู้ของเรา การใช้จินตภาพจึงเป็นการใช้กลไกของจิตใจเพื่อดูแลจิตใจ ผ่านการระลึกในใจผ่านผัสสะต่างๆ อย่างรู้เท่าทันและน้อมนำไปในทางประโยชน์

 

 

ผู้เยียวยาอยู่ในตัวเรา

ความทุกข์คือส่วนหนึ่งของชีวิตและประสบการณ์ร่วมของเราทุกคน เพลโต นักปราชญ์กรีกโบราณ กล่าวว่า “หมอที่เชี่ยวชาญที่สุด แทนที่จะเป็นต้นแบบของสุขภาพที่ดี กลับเป็นคนที่เคยเจ็บป่วยมาแล้วทุกรูปแบบ” ต่อมา นักจิตวิเคราะห์ Carl Jung ริเริ่มใช้คำ “Wounded Healer” หรือผู้เยียวยาที่บาดเจ็บ เขากล่าวว่า “หมอที่บาดเจ็บเท่านั้นจะสามารถเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เรามักเห็นผิดว่าผู้เป็นหมอ ครูอาจารย์ หรือคนที่เราน้อมเคารพนับถือจะเป็นต้องผู้สมบูรณ์แบบ แท้จริงแล้วเราต่างเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ชีวิต จิตใจ และข้อบกพร่อง ไม่ผิดแผกกันมากนัก Carl Jung ได้ยกตัวอย่าง “Wounded Healer” อีกว่า แท้จริงแล้วในตัวคนไข้มีศักยภาพ “ผู้เยียวยาภายใน” แต่ไม่รู้ตัว

 

ทางศาสนาอิสลามมีคำพูดดังนี้ “แท้จริงแล้ว ท่านนบีศ็อลฯ ได้กล่าวไว้ว่า : โปรดจงเยียวยาผู้ป่วยของท่าน ด้วยการออกศอดาเกาะห์(การออกให้ทาน)” พูดกันว่าเมื่อยามจมอยู่ในความทุกข์ ให้มองไปยังความทุกข์ของผู้อื่น แล้วความทุกข์ของเราจะเล็กลง เวลาเราทุกข์มากเรามักคิดไปว่ามีเพียงเราคนเดียวในโลกที่ประสบชะตากรรมแบบนี้ การออกมาช่วยเหลือผู้อื่นคือการเยียวยาตัวเราเอง ไม่ให้จิตใจยึดติดความทุกข์ว่าเป็นของเรา หรือมัวแต่จมปลักสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ศาสนาพุทธนิกายวัชรยานมีการภาวนาแบบหนึ่ง เรียกว่า “ทองเลน” คือการน้อมนำความทุกข์ของผู้อื่น มาขัดเกลาจิตใจของตนและช่วยเหลือผู้นั้น การอุทิศตนทำเพื่อคนอื่นและส่วนรวม คือการบ่มเพาะความเมตตาหรือรักที่แท้ และขัดเกลาอัตตาของตัวเอง ในพระสูตรวิมุตตายตนสูตรยังกล่าวว่า หนึ่งในหนทางสู่การบรรลุธรรม คือ การสอนผู้อื่น

 

“มรดกที่ ๓๔. บาลี วิมุตตายตนสูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเรา สามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลัง ฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลัง แสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลัง สาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และ เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญธรรมอยู่; นับว่า โอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่ โอกาสเดียว” ท่านพุทธทาส ภิกขุ กล่าวไว้

 

หนังสือฮีบรู ของคริสต์ศาสนา บอกเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ บุตรของพระผู้เป็นเจ้า ทรงลงมาเพื่อปลดปล่อยมวลมนุษย์จากบาปและความทุกข์ โดยทรงน้อมรับเอาไว้กับตัว ท่านทรงใช้ความเป็นมนุษย์ของพระองค์เข้าใจมนุษย์ “เพราะเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตซึ่งไม่อาจเห็นใจในความอ่อนแอต่าง ๆ ของเรา แต่ทรงถูกลองใจเช่นเดียวกับเราทุกประการ กระนั้นก็ทรงปราศจากบาป” และ “เพราะพระองค์เองทรงทนทุกข์เมื่อได้ทรงถูกลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยบรรดาผู้ที่กำลังถูกลองใจได้”

 

ในตัวเราทุกคน นอกจากบาดแผลและความป่วยไข้ เรามีตัวตนของผู้เยียวยาและการดูแลอยู่แล้ว ร่างกายของเรามีศักยภาพซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต่อต้านเชื้อโรค บำรุงสภาพร่างกาย ขับพิษ ปรับอุณหภูมิ และจัดระบบระเบียบด้วยตัวเอง โรคหลายโรคสามารถหายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา และอาการบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นความป่วยไข้ เช่น อาการปวด ตัวร้อน อ่อนเพลีย ไอ น้ำมูก เป็นต้น คือสัญญาณของร่างกายว่าต้องการการดูแลและเขากำลังดูแลเรา  จิตใจก็เช่นกัน เมื่อเราผ่านช่วงผจญทุกข์โศกมาหมาดๆแล้ว เราตระหนักรู้ได้เองว่าเราควรทำอย่างไร ความหม่นหมองก็ลดทอนลงไปเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพายารักษาหรือคำคมจากผู้อื่น อย่างที่เราเรียกว่าเวลาจะช่วยรักษาเอง แท้จริงแล้วภายในจิตใจของเราต่างหาก ที่มีความสามารถดูแลตัวเองตามธรรมชาติ

 

เขียนบันทึกเพื่อสุขภาพ

ผู้ที่ศึกษาความเชื่อมโยงของการเขียนกับการมีสุขภาพดีเป็นคนแรกๆ คือ ดร. James W. Pennebaker เขาค้นพบว่าการเขียนเกี่ยวประสบการณ์ที่เจ็บปวดและกับความคิดลึกๆในใจสร้างมุมมองเชิงบวก ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและความรู้สึกของตนเอง สามารถซึมซับความหมายจากเหตุการณ์ ปรับเปลี่ยนท่าทีและพฤติกรรมของตนได้  เขาศึกษาอย่างต่อเนื่องจนพบว่า การเขียนระบายความรู้สึกบาดแผลในใจทำให้คลื่นการทำงานของสมองทั้งสองซีกมีการประสานสอดคล้องกัน ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคและความตึงเครียดมากขึ้น

 

เขาสรุปกับเพื่อนร่วมวิจัย จากการทดลองกับนักศึกษาที่ต้องเข้ารับบริการในสถาบันสุขภาพที่มีความถี่ใกล้เคียงกัน โดยให้กลุ่มหนึ่งเขียนถึงเหตุการณ์ร้ายในอดีตเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่บันทึกความรู้สึกส่วนตัว อีกกลุ่มเขียนแต่เพียงความรู้สึกในเหตุการณ์ร้าย  และอีกกลุ่มเขียนทั้งสองอย่างพร้อมกัน ผลออกมาคือ นักศึกษาสองกลุ่มแรกมีอัตราการเข้ารับบริการค่อนข้างเท่าเดิม แต่กลุ่มท้ายมีอัตราลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จึงสรุปได้ว่าการเขียนที่จะพัฒนาสุขภาพนั้นได้ต้องเป็นการเขียนรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกของตน

 

James W. Pennebaker  ยังคงศึกษาการเขียนเพื่อระบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ (Expressive Writing) โดยเปรียบเทียบกับศิลปะเพื่อระบายความรู้สึกแบบอื่น คือการเต้นบำบัด โดยศึกษากับกลุ่มนักศึกษาแพทย์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้เต้นอย่างอิสระเพื่อปลดปล่อยเรื่องราวบาดแผลในจิตใจวันละ 10 นาที 3 วันติดต่อกัน  กลุ่มถัดมาเต้นด้วยและเขียนบันทึกอีก 10 นาที  กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มเปรียบเทียบเพียงทำตามแต่ไม่ได้ให้โจทย์แสดงออกเรื่องราวร้ายในอดีต  ผลปรากฏว่าทั้งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สามต่างไม่มีผลใดเป็นพิเศษนอกจากความสนุกสนาน แต่กลุ่มที่เขียนด้วยพบว่ามีสุขภาพกายที่แข็งแรงขึ้นและมีผลการเรียนที่สูงขึ้นอีกด้วย  เพราะฉะนั้นลำพังการแสดงออกความรู้สึกจากอดีตที่เจ็บปวดไม่เพียงพอต่อการพัฒนาสุขภาพ จำเป็นต้องมีการแปลและเปลี่ยนประสบการณ์มาอยู่ในรูปของภาษา

 

Kate Thompson กล่าวถึงการเขียนบันทึกว่านอกจากสามารถนำมาใช้เป็นการบำบัด และการพัฒนาตนเองส่วนบุคคล ยังใช้ประกอบการรักษาทางจิตใจ ด้วยการให้เขียนเพื่อสะท้อนความคิด ให้ใคร่ครวญ สำรวจ และตกผลึกจากการสะท้อนตนเองนั้น

 

การศึกษาของ David Aberbach  กับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พบว่าการเขียนทำให้ “เป็นนายเหนือบาดแผลที่น่าหวาดหวั่นและเอาชนะพวกมันได้” และทำให้ “ความโศกเศร้าและการคร่ำครวญอาลัยได้จบสิ้น”

 

การเขียนบันทึกเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลอารมณ์และสร้างความสมดุลให้กับอารมณ์ ดังที่ ดร.Beth Jacobs กล่าวว่าด้วยการเคลื่อนไหวทางกายภาพของการเขียน (Physical act of writing) ก็สามารถบรรเทาและเอื้อให้ความรู้สึกผ่อนคลายลง การเขียนบันทึกส่วนตัวนั้นสร้างพลังสร้างสรรค์และความเป็นอิสระในตัวบุคคล แล้วนำคุณภาพหลากหลายเพื่อควบคุมอารมณ์ที่ซับซ้อน

ในทางการบำบัดของคลินิก ดร.Beth กล่าวเพิ่มเติมว่า การเขียนบันทึกช่วยให้คนไข้เปลี่ยนจากความช่วยเหลือที่ได้รับจากแพทย์เป็นกระบวนการรักษาที่เธอดูแลจัดการเอง  เธอค้นพบจากความคิดเห็นของคนไข้ตัวเองว่าการเขียนบันทึกส่งผลประโยชน์ได้หลายทาง  การเขียนบันทึกยังเกื้อหนุนทักษะการยืดหยุ่นเพื่อดูแลและเข้าใจอารมณ์ของตนได้ ทำให้เธอแนะนำคนไข้หรือผู้เข้ารับคำปรึกษาได้เขียนบันทึกเพื่อดูแลอารมณ์ของตนเอง

 

 

 

ศึกษาเพิ่มเติม

( คลิกที่หัวข้อเพื่อเปิดอ่าน )

 

 

หลักสูตรการอบรม

คอร์สกึ่งออนไลน์เป็นอย่างไร

การเขียนบันทึกให้อะไร

ความประทับใจจากผู้เรียน เขียนเปลี่ยนชีวิต

 

Process Writing / Active Journal

วิทยาศาสตร์แห่งการเขียนบำบัด

งานศึกษาจากโครงการ

ไพ่เขียนเปลี่ยนชีวิต

โปรแกรม Khianpianchiwit

 

 

 

 

 

หนังสืออ้างอิง

 

  • เทวี ประสาท. (๒๕๔๖). ศิลปะ : รากฐานแห่งการศึกษา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก.
  • พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา. (๒๕๕๔). สะกดจิต ลิขิตชีวิต. กรุงเทพฯ: บริษัท บิสซี่เดย์ จำกัด.
  • โมลเดล, เดวิด. ประดิษฐ์ ภิญโญภาสกุล (ผู้แปล). (2551), เพิ่มพลังสมองด้วย NLP สูตรจัดระบบความคิด. กรุงเทพฯ:ซีเอ็ดยูเคชั่น
  • วิธาน ฐานะวุฑฒ์. (๒๕๕๔). มหัศจรรย์แห่งการเขียน. กรุงเทพฯ: ศยาม
    แอนน์ แฟรงค์. (2553), บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟรงค์. กรุงเทพฯ : ผีเสื้ออังกฤษ.
  • Adams, Kathleen. (1990), Journal To The Self : Twenty-Two Paths To Personal Growth. New York : Grand Central.
  • Borton, Gillie. (2011). Write Yourself : Creative Writing And Personal Development. Philadelphia : Jessica Kingsley.
  • Capacchione, Lucia. (1989), The Well-Being Journal : Drawing On Your Power To Heal Yourself. Van Nuys : Newcastle.
  • (2001), The Power Of Your Other Hand : A Course In Channeling The Inner Wisdom Of The Right Brain. New Jersey : The Career Press.
  • Grason, Sandy. (2005), Journalution : Journal To Awaken Your Inner Voice, Heal Your Life, And Manifest Your Dreams. Novato : New World Library.
  • Herring, Laraine. (2007), Writing Begins With The Breath : Embodying Your Authentic Voice. Boston : Shambhala.
  • Jacobs, Beth. (2004), Writing For Emotional Balance. Oakland : New harbinger.
  • Loy, David R. (2010), The World Is Made Of Stories. Boston : Wisdom.
  • Progoff, Ira. (1992), At A Journal Workshop : Writing To Access The Power Of The Unconscious And Evoke Creative Ability. New York : Penguin Group.
  • Thompson, Kate. (2011), Therapeutic Journal Writing : An Introduction For Professionals. Philadelphia : Jessica Kingsley.